จับหนุ่มตระเวนขโมยไฟท้ายรถยนต์! ใช้หลานชายวัย 12 ดูต้นทาง


เจ้าหน้าที่ตำรวจ ภ.จว.สุพรรณบุรี เจ้าหน้าที่ทหารชุด รส.ม.พัน 19 ร่วมกันจับกุมตัว นายจีรวัฒน์ อาชีพขายพวงมาลัย พร้อม ด.ช.บี (นามสมมุติ) อายุ 12 ปีหลานชาย

สืบเนื่องที่ผ่านมา ในพื้นที่อำเภอสามชุกและอำเภอใกล้เคียง เกิดเหตุคนร้ายขโมยไฟท้ายรถยนต์กระบะหลายครั้ง ล่าสุดที่ผ่านมา ก่อเหตุขโมยไฟท้ายรถ 2 คันบริเวณลานจอดรถหอพักแห่งหนึ่ง ชุดสืบสวนจึงออกสืบสวนติดตามจับกุมตัวและตรวจสอบกล้องวงจรปิด โดยติดตามจับกุมตัวได้ที่ห้องเช่า ต.บางสะแก อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี พร้อมของกลางไฟท้ายรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ จำนวน 4 คู่ ยี่ห้อโตโยต้าวีโก้ จำนวน 1 คู่ ฝาเปิดกระบะพร้อมกล้องมองหลังรถยนต์อีซูซุ 1 ชุด อุปกรณ์งัดแงะ รถเก๋งโตโยต้าวีออส สีขาว 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน กระสอบสีขาว 1 ใบ พร้อมเสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่ตระเวนก่อเหตุ

สอบสวนนายจีรวัฒน์ รับสารภาพ สาเหตุที่ทำไปเพราะต้องการหาเงินเนื่องจากขายพวงมาลัยมีรายได้น้อยเงินไม่พอใช้ โดยตนจะขี่รถจักรยานยนต์ไปตระเวนก่อเหตุ ให้หลานชายช่วยดูต้นทาง พอเห็นจังหวะไม่มีคนก็รีบลงมือขโมยไฟท้ายทันทีใช้เวลาประมาณ 1 นาที ส่วนใหญ่จะขโมยไฟท้ายรถอีซูซุรุ่นใหม่และรถวีโก้ แล้วนำไปเก็บซ่อนไว้ในหลังรถเก๋งแฟนสาว ก่อนนำไปขายที่ตลาดมืด ตลาดขายของมือสอง ตกราคาคู่ละ 2-3 พันบาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด โดยตระเวนก่อเหตุไปตามท้องที่ต่างๆ ทั่ว จ.สุพรรณบุรี เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหะสถานในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุมหรือรับของโจร ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ตำรวจรื้อคดี-แจ้งข้อหาหนัก หนุ่มมือแทงแล้วจุดไฟเผาแม่แฟน


ความคืบหน้าคดีสะเทือนขวัญกรณีที่แฟนหนุ่มบุกเข้าบ้านแฟนสาว ใช้อาวุธมีดแทงฝ่ายหญิง ก่อนผู้เป็นแม่จะเข้ามาช่วยเหลือแต่กลับถูกแทง แล้วราดน้ำมันจุดไฟเผาจนบาดเจ็บสาหัส ต้องรักษาตัวนานกว่าสองเดือน ล่าสุดได้เสียชีวิตลง ขณะที่นายแซม ผู้ก่อเหตุได้รับการประกันตัว ในข้อหาพยายามฆ่า

ล่าสุด พล.ต.ต.สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดีเร่งสรุปสำนวนดำเนินคดีใหม่ทั้งหมด หลังผู้บาดเจ็บเสียชีวิตลง โดยจะมีการเพิ่มข้อกล่าวหากับผู้ก่อเหตุจากพยายามฆ่าเป็นเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เนื่องจากทั้งพฤติกรรมและหลักฐานชัดเจนว่ามีการเตรียมการมาก่อเหตุโดยตรง ซึ่งจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งการทำสำนวนรวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มก่อนที่จะมีการออกหมายจับและทำการควบคุมตัว

หากครอบครัวผู้เสียชีวิตหวาดกลัวเรื่องการใช้อิทธิพลของทางฝั่งผู้ต้องหา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันจะให้ความเป็นธรรมรวมทั้งดูแลเรื่องความปลอดภัย และคุ้มครองพยาน พร้อมยืนยันว่ากรณีนี้จะไม่ให้มีเรื่องของการใช้อิทธิพลมาอยู่ด้วยกฎหมายโดยเด็ดขาด คาดว่าจะสามารถออกหมายจับได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ตำรวจลาวบุกกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติด ‘ไซซะนะ’


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากตำรวจไทยโชว์ฝีมือจับกุมเจ้าพ่อยาเสพติดลาว “ไซซะนะ แก้วพิมพา” ได้ ก็มีกระแสกดดันตำรวจลาวอย่างหนักในสื่อสังคมออนไลน์ลาว ส่วนใหญ่ได้เรียกร้องให้ทางการลาวออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับกรณีการจับกุม “ไซซะนะ” ในครั้งนี้

ล่าสุด ท่านทองเหล็ก มังหม่อเมก หัวหน้ากรมใหญ่ตำรวจ กระทรวงป้องกันความสงบ จึงนำทีมแถลงข่าวการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด 

“ท่านทองเหล็ก” แจ้งว่า กรมตำรวจสะกัดกั้นและต้านยาเสพติด กรมตำรวจใหญ่ กระทรวงป้องกันความสงบ ได้ดำเนินการกวาดล้างขบวนการยาเสพติด ตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ จับกุมผู้ต้องหาได้ 33 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเครือข่ายแก๊งยาเสพติด “ไซซะนะ แก้วพิมพา”

กลุ่มที่ 1 แก๊งท้าวกิน้อย ผาไซ เมืองสีโคดตะบอง นครหลวงเวียงจันทน์ พร้อมกับพวก 16 คน

กลุ่มที่ 2 แก๊งท้าวหวาด พิลาวัน นครหลวงเวียงจันทน์ พร้อมพวก 3 คน

กลุ่มที่ 3 แก๊งท้าวคอนปะสง สุกเสิม นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นเครือข่ายยาเสพติดที่ใหญ่กว่าแก๊งไซซะนะ แก้วพิมพา

กลุ่มที่ 4 แก๊งท้าวไซซะนะ แก้วพิมพา แขวงคำม่วน เจ้าหน้าที่ลาวได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดไทย จับกุมตัว “ไซซะนะ” ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

กลุ่มที่ 5 แก๊งท้าวคอนไท โคดสมบัด เมืองสองคอน แขวงสะหวันนะเขต พร้อมกับพวก 2 คน

โดยกรมตำรวจสะกัดกั้นและต้านยาเสพติด ได้ตามยึดทรัพย์ของเครือข่ายยาเสพติด 5 กลุ่มดังกล่าว ปรากฏว่าได้อายัดบ้านพัก, โรงแรม, ตลาด, ร้านอาหาร, โรงงานเฟอร์นิเจอร์, โรงงานสังกะสี, ตึกแถว, ปั๊มน้ำมัน, รถหรู, เจ็ตสกี และอื่นๆ

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจลาวยังดำเนินการจับกุมบุคคลที่วิ่งเต้นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปล่อยตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายใหญ่ โดยจะจ่ายเงินให้ 30 ล้านบาทต่อหนึ่งคน และจะมีการจ่ายเงินล่วงหน้า 10 ล้านบาท ให้เจ้าหน้าที่เป็นการมัดจำ

หลังการแถลงข่าวใหญ่ของตำรวจลาว ชาวโซเชียลได้วิพากษ์วิจารณ์มากมาย คนลาวบางคนมองว่า นี่เป็นการรักษาหน้าของตำรวจลาวที่ปล่อยให้ทางตำรวจไทยออกข่าวพาดพิงเครือข่ายไซซะนะที่หลบหนีอยู่ในลาวเกือบทุกวัน

อย่างไรก็ตาม การจับกุม “คอนปะสง” เจ้าพ่อยาเสพติดที่ใหญ่กว่า “ไซซะนะ” ก็มิได้ทำให้ตำรวจเสียหน้ามากนัก เนื่องจาก “คอนปะสง” เป็นเจ้าของโรงแรม และตลาดใหญ่ในแขวงคำม่วน

รพ.เอกชนแจงบิลค่ารักษาโหด คนไข้ต้องจำนำทองจ่าย


ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ปิยะเวชช์ บ่อวิน ออกมาชี้แจงเรื่องค่ารักษาพยาบาล หลังจากมีการแชร์ทางเฟสบุ๊ค เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลโหดเข้าโรงพยาบาลเพียง 2 ชั่วโมง ถูกฟันรักษาร่วม 4 หมื่นบาท ถึงกับต้องจำนำทอง เผยค่าใช้จ่ายเป็นไปตามมาตรฐานการรักษา

จากกรณีที่มีญาติผู้ป่วยรายหนึ่ง ได้แชร์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับการนำผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลปิยะเวชช์ บ่อวิน เพียง 2 ชั่วโมง ต้องเสียค่ารักษาถึง 40,945 บาท ต้องถึงกับใช้สร้อยคอทองคำหนัก 3 บาทพร้อมเงินสด 21,000 บาท วางมัดจำก่อนได้ย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ตามสิทธิ์ประกันสังคม จนเป็นที่วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายกันในโซเชียลมีเดีย

ล่าสุด  นายแพทย์ ปิยะ เชี่ยวประสิทธิ์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลปิยะเวชช์ บ่อวิน ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ได้ออกมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เกี่ยวกับการรักษา นายเสถียร อายุ 34 ปี ซึ่งได้เข้าทำการรักษาเมื่อเที่ยงคืน  ที่ผ่านมา เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินสาเหตุลื่นล้มในห้องน้ำจนหัวฟาดพื้นหมดสติ จากการตรวจสอบพบมีลิ่มเลือดในสมอง ทางโรงพยาบาลพยายามช่วยเหลือทำการขั้นตอนของการรักษาทุกอย่าง จนญาติผู้ป่วยมีความประสงค์ต้องการเคลื่อนย้ายไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ตามสิทธิ์ประกันสังคมของผู้ป่วย ทางเจ้าหน้าโรงพยาบาลได้แจ้งความประสงค์ต่อญาติผู้ป่วยจะติดต่อทางโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ให้มาเคลื่อนย้ายโดยทางญาติผู้ป่วยแจ้งความประสงค์ต้องการแบบเร่งด่วน โดยใช้รถของทางโรงพยาบาลปิยะเวชช์เคลื่อนย้ายจึงต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากยอดเดิม และญาติผู้ป่วยจึงแจ้งความประสงค์ขอนำทองวางมัดจำไว้ก่อนเนื่องจากเงินที่ติดตัวไม่พอวันรุ่งขึ้นจะมาการชำระเมื่อญาติประสงค์เช่นทางโรงพยาบาลก็ดำเนินตามประสงค์

ในขณะที่ผู้สื่อข่าวได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ที่ผู้ป่วยพักรักษาตัวอยู่ พบว่ามีอาการอยู่ในขั้นโคม่าต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ โดยทางญาติไม่ยอมให้ข้อมูลกับทางผู้สื่อข่าว พบว่ามีรถกู้ภัยของมูลนิธิแห่งหนึ่งเข้ามารับตัวผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลทั้งเครื่องช่วยหายใจ โดยญาติบอกแต่เพียงว่านำตัวกลับไปรักษาที่บ้านเกิด

สาวบาร์โหดไล่ทำร้ายลูกค้าฝรั่ง ฉุนโดนต่อว่าค่าเครื่องดื่มแพง

พ.ต.ท.กิตติพงศ์ ศรีชำนาญสารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งจาก MR.DAVID ALAW LODGE อายุ 63 ปี สัญชาติอังกฤษ ว่าถูกสาวบาร์เบียร์ทำร้านร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ โดยมีบาดแผลแตกที่หน้าผาก เบ้าตาเขียวช้ำ เหตุเกิดที่แพทซี่ บาร์เบียร์ ภายในซอย8พัทยาสายสอง หลังรับแจ้งจึงส่งสายตรวจไปตรวจสอบที่บาร์เบียร์ดังกล่าว

ไปถึงพบ น.ส.รุ่งนภา อายุ 43 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธานี อยู่ภายในเคาน์เตอร์บาร์ จึงได้ทำการสอบสวน โดยให้การอ้างว่ากลุ่มต่างชาติมานั่งดื่มที่บาร์แล้วหลังคิดเงินกับไม่ยอมจ่ายเต็มราคาที่เรียกเก็บ โดยอ้างว่าที่บาร์จำหน่ายของแพงกว่าร้านสะดวกซื้อซึ่งตนเองก็ได้แจ้งว่าที่นี่เป็นบาร์เบียร์ แต่ MR.DAVID ALAW LODGE ก็ไม่ยอมจ่ายเงินที่เหลือ ตนจึงความโมโหใช้รองเท้าตบที่ใบหน้า ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบในที่เกิดเหตุได้มีชาวบ้านนำคลิปภาพเหตุการณ์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบ โดยพบว่า น.ส. รุ่งนภา ปลื้มใจ ได้กระทำการไล่ทำร้าย MR.DAVID ALAW LODGE จริง จึงได้ควบคุมตัวพร้อมแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บถึงสาหัส ดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากทำให้เสียภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา ตามที่ผู้บังคับบัญชาได้มีนโยบายให้ดูแลนักท่องเที่ยว

เจ้าของขอความเป็นธรรมให้หมา เรียกกู้ภัยขุดศพผ่าชันสูตร


เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา  เจ้าหน้าที่สมาคมนักวิทยุสมัครเล่นกู้ภัยจังหวัดอ่างทอง จุดรำมะสัก รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รำมะสัก อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ว่าให้ไปขุดศพสุนัขที่ฝังไว้บริเวณริมถนนเลียบคลองชลประทาน ในพื้นที่หมู่ที่ 11 ต.รำมะสัก อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง มาทำการผ่าเพื่อเอาอวัยวะไปส่งชันสูตร เนื่องจากทางเจ้าของสุนัขมาแจ้งว่าสุนัขตัวดังกล่าวนั้นถูกเสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

จากการสอบถามนายพรเทพ ประสาทศิลป์ อายุ 27 ปี เจ้าหน้าที่สมาคมนักวิทยุสมัครเล่นกู้ภัยจังหวัดอ่างทอง จุดรำมะสัก กล่าวว่า ตนได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รำมะสักให้ไปทำการขุดศพสุนัขที่ฝังไว้ดังกล่าว ขึ้นมาทำการผ่านำอวัยวะออกไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อส่งชันสูตรว่าสุนัขตัวดังกล่าวเสียชีวิตเนื่องจากถูกยาเบื่อหรือไม่ ซึ่งตอนแรกนั้นพวกตนได้ไปทำการผ่าไปแล้วรอบหนึ่งก่อนที่จะนำไปฝัง โดยตอนแรกได้นำกระเพาะของสุนัขไป แต่ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานมาอีกรอบว่าต้องการอวัยวะเพิ่มอีกหลายรายการ ตนจึงได้นำกำลังมาขุดและผ่าอีกรอบ โดยรอบหลังนี้นำหัวใจ ตับ ปอด ไต และไส้ ออกมานำส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้านนายสมเกียรติ เอี่ยมสะอาด อายุ 47 ปี เจ้าหน้าที่กู้ภัย ผู้ที่ลงมือผ่าศพสุนัข กล่าวว่า ตนเป็นจิตอาสาทำงานด้านการกู้ชีพกู้ภัยมากว่า 8 ปี ก็ยังไม่เคยทำเหตุแบบนี้ นี่เป็นครั้งแรก ตอนแรกก็กล้า ๆ กลัว ๆ เพราะตนเองก็เป็นคนรักสุนัข จะผ่าก็นึกถึงหน้าสุนัขทั่ว ๆ ไป ตอนมันมีชีวิตอยู่มันน่ารัก ถึงจะเป็นสุนัขแต่มันก็มีชีวิตจิตใจเหมือนเรา ๆ แต่ได้รับการประสานมาก็ต้องทำ เมื่อผ่าเสร็จตนก็ทำใส่ถุงปุ๋ยแล้วทำการฝังไว้อย่างดีอย่างเรียบร้อย

ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 10/1 หมู่ 11 ต.รำมะสัก อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นบ้านของนางบุญเรือง ทองประสม อายุ 55 ปี เจ้าของสุนัข เมื่อไปถึงก็พบว่านางบุญเรืองกำลังนั่งดูแลสุนัขเพศผู้ สีแดง ชื่อเจ้าทองดีอยู่บริเวณหน้าบ้าน โดยจากการสอบถามนางบุญเรือง กล่าวว่า ตนเลี้ยงสุนัขไว้ทั้งหม

ด 4 ตัว แมวอีกว่า 10 ตัว โดยทั้งสุนัขและแมวถูกยาเบื่อตายไปแล้วหลายตัว โดยสุนัขถูกยาเบื่อทั้งหมด 4 ตัว แต่ตายไป 3 เหลือเจ้าทองดีที่ยังรอดอยู่ แต่ก็ยังไม่แข็งแรง ส่วนแมวถูกเบื่อไป 8 ตัว ตายไปแล้ว 6 ตัว ยังเหลือที่กักไว้ดูอาการอีก 2 ตัว โดยในวันนี้เจ้าโชคเป็นสุนัขตัวที่ตายล่าสุด และเป็นตัวที่ให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยไปผ่าศพ ซึ่งวันนี้ตนออกไปทำธุระข้างนอก กลับมาเจอเจ้าโชคนอนทุรนทุรายอยู่หน้าบ้าน ตนจึงได้หาทางช่วยเหลือและรีบไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ พอตำรวจมาก็มาพบเจ้าโชคกำลังนอนชักอย่างทรมาน และตายในเวลาต่อมา ตนทนไม่ไหว ตนเลี้ยงมาตนก็รัก มันเป็นสัตว์แต่มันก็มีชีวิตจิตใจ ตนจึงได้ตัดสินใจแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผ่าชันสูตรศพสุนัขให้รู้ไปเลยว่า ตายเพราะยาเบื่อหรือไม่

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดี กล่าวว่า หลังจากรับแจ้งว่ามีสุนัขและแมวโดนเบื่อตายหลายตัว ตนก็เห็นว่าเป็นเรื่องผิดปกติ แต่ก็ไม่ทราบว่าสาเหตุที่ตายนั้นเกิดจากอะไรแน่ ตนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ถึงแม้ว่าจะสุนัขและแมวจะเป็นสัตว์ แต่พวกมันก็มีชีวิตจิตใจ เหมือนกันพวกเรา ประกอบกับทางเจ้าของอยากขอความเป็นธรรมให้กับสัตว์เหล่านั้น จึงได้ตัดสินใจขอความช่วยเหลือไปยังเจ้าหน้าที่สมาคมนักวิทยุสมัครเล่นกู้ภัยจังหวัดอ่างทอง ให้มาทำการผ่าศพสุนัขเอาอวัยวะข้างใน เพื่อส่งไปชันสูตรหาสาเหตุการตายที่แท้จริง เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ซึ่งบางคนอาจมองว่าการตายของสัตว์เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับพวกตนนั้นคิดว่าเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจของประชาชน ไม่ว่าจะเรื่องไหน พวกตนถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศระหว่างการผ่าศพสุนัขนั้น เจ้าหน้าที่กู้ภัยบางคนถึงกับยืนน้ำตาซึม ด้วยความสงสาร

เจ้ามือหวยโดนจับคาโพย ฝากสื่อบอกลูกค้า งวดนี้โมฆะ


ตำรวจบุกจับเจ้ามือหวยใต้ดินสัตหีบ หนีไม่พ้น-โพยยังคามือ ฝากสื่อประกาศไปยังลูกค้า งวดนี้ถือเป็นโมฆะทั้งหมด

นายนรเสฏฐ์ ศรีตะพัสโส นายอำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.โสฬส เอี่ยมสอาด ผกก.สภ.นาจอมเทียน สนธิกำลังจับกุมตัว น.ส.ชุลีพร ศรศรี หรือฉายา “เจ๊ทิพย์ หนองจับเต่า” อายุ 51 ปี ภายในบ้านเลขที่ 6/9 ม.7 ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี หลังเป็นเจ้ามือรับแทงพนันหวยใต้ดิน พร้อมของกลางโพยหวยมูลค่านับแสนบาท และเงินสดจำนวนหนึ่ง

น.ส.ชุลีพร รับสารภาพว่า เป็นเจ้ามือรับแทงหวยใต้ดินมานานกว่า3 ปี เคยถูกจับเพียงครั้งเดียว ทุกวันหวยออกจะมีลูกค้าจดโพยนำมาส่งให้ที่บ้านและระบบทางไลน์ รวมทั้งทางโทรศัพท์ จากนั้นตนจะรวบรวมโพยหวยทั้งหมด ถ่ายรูปส่งผ่านไลน์ให้กับ เจ๊เตี้ย เจ้ามือหวยรายใหญ่ในตัวจังหวัดจันทบุรี

ทั้งนี้ตนจะได้ค่าตอบแทนคิดเป็นร้อยละ 30 บาท ตกงวดละประมาณ 6-7 หมื่นบาท แต่ครั้งนี้มาถูกจับจึงอยากประกาศไปยังลูกค้าให้ทราบโดยทั่วกันว่า ขณะนี้ตนถูกจับแล้ว โพยหวยทั้งหมดถือเป็นโมฆะ ตนจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น เพราะจะต้องรับชดใช้จนเป็นหนี้ท่วมหัวแน่นอน จึงฝากสื่อช่วยประชาสัมพันธ์ด้วย

นายนรเสฏฐ์ เปิดเผยว่าการเข้าจับกุมในครั้งนี้ เนื่องจากมีประชาชนเข้ามาร้องเรียนจำนวนมาก ถึงพฤติกรรมของผู้ต้องหา ที่เปิดรับแทงหวยใต้ดินในช่วงวันออกสลากกินแบ่งรัฐบาล จึงนำกำลังเข้าจับกุมขณะกำลังนั่งจดโพยหวยอยู่ใต้ถุนบ้าน ซึ่งเป็นที่เปิดโล่ง มองเห็นจากภายนอกอย่างชัดเจน

เบื้องต้นได้นำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.นาจอมเทียน ดำเนินคดีในข้อหาเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ (หวยใต้ดิน) รับกิน รับใช้ พนันเอาทรัพย์สิน โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

นร.และผู้ปกครอง “อิสลามวิทยาลัย” ขับไล่ ผอ. ไม่พอใจจับ นร.ส่ง ตร.


บานปลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับความขัดแย้งระหว่างผู้อำนวยการอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยคนใหม่และนักเรียนกับผู้ปกครองกลุ่มหนึ่ง เมื่อวันนี้เกิดการประท้วงขับไล่ขึ้น จนทำให้ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 ต้องเดินทางมาช่วยเจรจา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา นักเรียนประจำที่อยู่หอพัก ของอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย กว่า 200 คน รวมตัวกันหน้าหอพักภายในโรงเรียน ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปที่หน้าห้องผู้อำนวยการโรงเรียนพร้อมส่งเสียงไล่ผู้อำนวยการคนใหม่ให้ออกจากตำแหน่ง และชูป้ายที่มีข้อความตำหนิการบริหารงาน

ไม่ใช่แค่นักเรียนที่ออกมาชุมนุม เพราะวันนี้มีคณะของผู้ปกครอง ศิษย์เก่า ไม่ต่ำกว่า 10 คน เดินทางมาที่โรงเรียน เพื่ออ่านแถลงการณ์ และมีข้อเรียกร้องไปในทิศทางเดียวกัน

สาเหตุที่เกิดการประท้วง นักเรียนเล่าว่าไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงระเบียบหอพักใหม่ ที่ผู้อำนวยคนใหม่ตั้งขึ้นมา เช่นเรื่องที่โรงเรียนนำเมนูอาหารของเด็กหอพักมาดูแลเอง จากเดิมเอกชนเป็นผู้จัดการ ลดเมนูอาหารจนทำให้นักเรียนหอพักต้องกินอยู่อย่างจำกัด

รวมถึงการขยายเวลากินอาหารเย็นไปอยู่ในช่วง 19.00 น. จากเดิม 17.00 น. ขณะที่ผู้ปกครอง ก็ไม่เห็นด้วยที่ส่งนักเรียนที่ทำผิดให้กับตำรวจ เช่น กลุ่มเด็กที่ตีกัน หรือ เป็นเพียงผู้สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะมองว่า เป็นการลงโทษนักเรียนที่ไร้ความเมตตา รวมถึงการใช้งบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆที่ไม่เคยออกมาชี้แจงต่อสมาคมผู้ปกครอง

การประท้วงใช้เวลายืดเยื้อกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนที่โรงเรียนจะเปิดห้องประชุมในการหาข้อยุติ โดยให้ผู้ปกครองและนักเรียนที่ออกมาเคลื่อนไหว พูดคุยโดยตรงกับ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 1 และนายสายัณต์ ต่ายหลี ผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนตั้งคำถาม

ประเด็นที่โรงเรียนชี้แจง 2 ข้อ คือ การปรับเวลากินข้าวของนักเรียนหอพักเป็นเวลา 19.00 น. เรื่องนี้มีการให้เหตุผลว่า ต้องการให้นักเรียนได้กินข้าวพร้อมกัน กับนักเรียนคนที่เป็นนักกีฬา ส่วนประเด็นการทำโทษนักเรียนด้วยการส่งให้ตำรวจ และพักการศึกษา เรื่องนี้ทางโรงเรียนไม่ได้และผู้อำนวยการคู่กรณีไม่ได้ขยายความอย่างละเอียด โดยบอกเพียงว่า เป็นมติของฝ่ายบริหาร

ผลการเจรทั้ง 2 ฝ่าย สรุปว่ารองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 ยื่นข้อเสนอให้ผู้ปกครองเข้ามาฟังผลว่าจะมีคำสั่งอย่างไรกับผู้อำนวยการ เนื่องจากต้องตรวจสอบเอกสารตามข้อเรียกร้อง ในวันจันทร์นี้ แต่ในระหว่างรอคำสั่งให้ผู้อำนวยการโรงเรียนคนใหม่ไปช่วยงานที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 จนกว่าการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ

มีการตั้งข้อสังเกตจากกลุ่มบุคลากรในโรงเรียนว่า การออกมาประท้วงไล่ผู้อำนวยการโรงเรียนอิสลามวิทยาลัยครั้งนี้ อาจเกิดขึ้นจากกลุ่มผู้ที่เสียผลประโยชน์จากกิจการอาหารหอพัก และผู้ปกครองที่ไม่พอใจมาตรการลงโทษอย่างตรงไปตรงมาของผู้อำนวยการคนใหม่

หวยเจ้าแม่ตะเคียนปราจีนบุรีแม่น ชาวบ้านถูกทั้งตลาด

หวยเจ้าแม่ตะเคียนปราจีนบุรีแม่น คนถูกเลขท้าย 14 ทั้งตลาดกบินทร์ เตรียมพิธีฉลองยิ่งใหญ่ต่อไป

จากที่มีการแชร์ผ่านหน้าเฟชบุ๊ค โดยผู้ใช้ชื่อ “ถวิลคนข่าวกบินทร์บุรี” มีผู้กดไลค์กว่า 1,500 คน ว่าพบต้นตะเคียนขนาด 1 คนโอบ รวม 3ต้นยาวกว่า 10 เมตรเศษลอยโผล่ขึ้นมา และยังอยู่ใต้ดินอีก 2 ต้น รวม 5 ต้น อยู่ใต้สะพานขาวในแควหนุมาน ต้นน้ำแม่น้ำปราจีนบุรี ถนนเจ้าสำอาง ทางเข้าตลาดเทศบาลตำบลกบินทร์ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พบประชาชนพากันนำเครื่องเซ่นไหว้ อาทิ ผ้าสามสี, น้ำแดง, น้ำเขียว, หมาก, พลู, ดอกไม้ธูปเทียน นำแป้งฝุ่นมาลูบหาโชคลาภเลขเด็ดนั้น

หลังการประกาศผลรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล หลายคนในพื้นที่ อ.กบินทร์บุรี ได้พากันถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว คือ 14 พบว่าต่างพากันนำพวงมาลัยดอกไม้สดมากราบไหว้บูชา และพร้อมกันนี้จะมีการเตรียมอัญเชิญนำต้นตะเคียนทองทั้งหมด 5 ต้นขึ้นจากนำแควหนุมาน ไปไว้ที่วัดพระยาทำที่อยู่ใกล้เคียงในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ พร้อมเตรียมพิธีฉลองยิ่งใหญ่ต่อไป

“เบนซ์ เรซซิ่ง” ยืนยัน..บริสุทธิ์!

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจาก นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง สามี “แพท” ณปภา ตันตระกูล นักเเสดงสาว เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.)เพื่อนำข้อมูล และหลักฐานเกี่ยวกับการครอบครองรถยนต์เเลมโบร์กินี สีเทา ทะเบียน กจ 51 กรุงเทพมหานคร และที่มาของทรัพย์สินอื่นๆ มาทำการชี้แจง โดยนายอัครกิตติ์ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจนานกว่า 3 ชั่วโมง

เเละเมื่อเสร็จสิ้นการให้ข้อมูลเสร็จเเล้วนั้น นายอัครกิตติ์กล่าวว่า วันนี้ที่มาพบเจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีหมายเรียกตนแต่อย่างใด เพียงแต่เดินทางมาแสดงความบริสุทธิ์ใจ และนำเอกสาร26รายการมามอบให้เจ้าหน้าที่เพิ่มเติม อาทิ เอกสารการกู้ยืมเงินจากไฟแนนซ์ เอกสารเเสดงที่มาที่ไปของรถเเลมโบร์กินี สำหรับเรื่องเงิน 6 ล้านบาทนั้น ตนได้ให้ข้อมูลชี้แจงกับเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้วเเละต้องรอสรุปอีกครั้ง

ส่วนกรณีที่มีการเสนอข่าวว่าร้าน Area 51 ของตนขาดทุนมา 3 ปีเเละไม่น่าจะมีเงินจำนวนมากในการซื้อยานยนต์นั้น ขอให้รอข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจดีกว่า ยืนยันว่าตนไม่ได้นำเงินของนายไซซะนะ เเก้วพิมพา เเกนนำขบวนการค้ายาเสพติดมาใช้ในการซื้อรถเเลมโบร์กินี

“เงินที่นำมาซื้อมาจากการประกอบกิจการของผม สำหรับการเข้าให้ปากคำในวันนี้ค่อนข้างจะชัดเจนขึ้น เพราะได้มีการนำเอกสารสำคัญมาให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ” นายอัครกิตติ์กล่าว ส่วนกรณีที่ผู้เกี่ยวข้องบางคนเข้าให้ปากคำและซัดทอดมายังตนว่า ตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับนายไซซะนะนั้น ตนไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่ได้นำหลักฐานมาแสดงให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เบื้องต้นยังไม่มีการออกหมายเรียกใดๆ พร้อมทั้งไม่มีการแจ้งข้อหา และหากมีหลักฐานเพิ่มเติมจะนำมามอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พ.ต.อ.สมเกียรติ วรรณสิริวิไล โฆษ กบก.ปส. เปิดเผยว่า วันนี้นายอัครกิตติ์มาพบพนักงานสอบสวน เเละให้การเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยนำเอกสาร 26 ชุด จำนวน 150 หน้า มามอบให้เป็นหลักฐาน ซึ่งเป็นเอกสารเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ในเรื่องของธุรกิจ รายได้เสริมที่ประกอบธุรกิจ ไปจนถึงรายการต่างๆ เช่น การสั่งซื้อสินค้า เอกสารสัญญาต่างๆ เกี่ยวกับการโอนหรือซื้อขายรถยนต์ ซึ่งพนักงานสอบสวนรวบรวมไว้เพื่อเป็นหลักฐานเเละชั่งน้ำหนักประกอบคำให้การ

“แต่ตอนนี้รอธุรกรรมการเงินจากธนาคารต่างๆ เพื่อมาสรุปความสัมพันธ์ในแต่ละส่วน และให้คณะพนักงานสอบสวนตัดสินใจอีกครั้งในสัปดาห์หน้า สำหรับเอกสารที่นายอัครกิตติ์นำมามอบในวันนี้ ถึงแม้ว่านายอัครกิตติ์จะบอกว่าเคลียร์ทุกประเด็นชัดเจนแล้ว แต่ตำรวจก็ต้องตรวจสอบว่าสัมพันธ์ต่างๆ นั้น สอดคล้องตรงกับคำให้การหรือไม่”

พ.ต.อ.สมเกียรติ กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่มีข้อสงสัยว่ารายได้นายอัครกิตติ์ไม่น่าจะมีจำนวนมากเพียงพอที่จะซื้อยานยนต์จำนวนมากเเละมีราคาเเพงได้นั้น ตำรวจยังไม่ได้ลงลึกถึงขั้นว่า นายอัครกิตติ์มีกำไรหรือขาดทุนในธุรกิจเท่าใด ตนจึงขออนุญาตให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่า รายละเอียดการให้ข้อมูลในส่วนใดบ้างของนายอัครกิตติ์ที่ไม่ตรงกับข้อมูลที่ชุดสืบสวนมี เนื่องจากต้องกลับไปตรวจสอบเอกสารกว่า 150 หน้าให้ครบถ้วนเสียก่อน เพราะนายอัครกิตติ์อ้างว่าไปกู้เงินไฟแนนซ์มา ซึ่งไฟแนนซ์ไปกู้ธนาคารมาอีกต่อหนึ่ง โดยต้องไปดูว่ากู้ไปทำอะไร ใช้ส่วนไหน ส่งให้ใคร
“แต่เบื้องต้นทราบว่านายอัครกิตติ์นำเอกสารที่กู้จากไฟแนนซ์มาให้แล้ว แต่เอกสารที่ไฟแนนซ์ไปกู้จากธนาคารอีกต่อหนึ่งนั้น ตำรวจจะต้องเป็นผู้ติดตามขอข้อมูลจากธนาคารเอง ในส่วนของกรณีก่อนหน้านี้ มีรถคันอื่นๆ ที่นายอัครกิตติ์กู้ไฟเเนนซ์หรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้ เเละในส่วนอื่นๆ ที่เป็นความเห็นทางคดีนั้น ผมไม่สามารถตอบได้ รวมทั้งสำนวนคดีนั้น เหลืออยู่ในเรื่องธุรกรรมทางการเงินที่รอจากธนาคารและด้านความสัมพันธ์ทางการเงินต่างๆ ที่ชี้วัดว่าเกี่ยวพันกันอย่างไรกับนายณัฐพล นาคคำหรือบอยที่ถูกจับกุมไปแล้ว”

“สาเหตุที่ทำให้การส่งข้อมูลทางธุรกรรมของนายอัครกิตติ์มายังพนักงานสอบสวนล่าช้านั้น เป็นเพราะนายอัครกิตติ์มีหลายบัญชี ซึ่งหากหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงใครก็จะเชิญมาให้ปากคำ แต่ยืนยันว่าขณะนี้นายอัครกิตติ์ยังไม่ใช่ผู้ต้องหา จึงมีสิทธิที่จะยื่นเอกสารให้กับพนักงานสอบสวนได้เสมอ อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังรับเอกสารในส่วนธุรกิจ รวมไปถึงสัญญา ซื้อขาย กู้ยืม ทุกอย่าง เป็นส่วนสำคัญในการประกอบสำนวน หลังจากนี้อาจจะต้องเชิญนายอัครกิตติ์มาพบอีก เนื่องจากมีทรัพย์ส่วนหนึ่งที่โดนอายัดไว้ เป็นส่วนของ ป.ป.ส.”

“สำหรับยุทธการครั้งต่อไปนั้น ไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากต้องรอการรวบรวมข้อมูลและรายละเอียด หากพร้อมหรือพบผู้กระทำความผิดก็จะดำเนินการทันที”