ข่าวทั่วไป

ยาย”ไอ้น็อต”ร่ำไห้เปิดใจถึงหลานกำพร้า “มึงได้เห็นหน้ากูครั้งนี้ครั้งสุดท้ายแล้ว”

 

 

เมื่อเวลา 13.30 น.  พ.ต.ท.ณัฐพล กิ่งโชค รองผกก.หน.พนักงานสอบสวน ได้นำตัวนายวัชระ สาแก้ว อายุ 22 ปี หรือไอ้น็อต ผู้ต้องหาคดีสังหารนายนิรันดร์ หรือรัน สร้อยแก้ว อายุ 25 ปี หนุ่มหล่อ เดินทางไปที่หอพักแห่งหนึ่ง ชุมชนคลองลี่ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เพื่อทำแผนนาทีสังหารเหยื่อ โดยมีนายสาทิตย์ หรือหมูหยอง สาแก้ว น้องชายเป็นคนจ้วงแทงนายนิรันดร์จนเสียชีวิต โดยสารภาพว่าวางแผนจะฆ่าชิงรถเก๋งตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย. จึงโทรล่อลวงผู้ตายมาพบแล้วให้นายสาทิตย์เป็นคนจ้วงแทงนับ 10 แผล

นายวัชระให้การว่า เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมา นายหมูหยอง และ นายนายวัชระ หรือ น็อต สาแก้ว อายุ 22 ปี สองพี่น้อง ได้รับโทรศัพท์จากนายนิรันดร์ผู้ตาย ให้ไปรอที่ผับดังในตัวเมืองชัยภูมิ โดยทั้งสามได้ชวนกันไปดื่มกินเหล้าในผับดังจนเมาได้ที่ นายหมูหยองและนายวัชระ สองพี่น้องได้วางแผนฆ่าชิงทรัพย์นายนิรันดร์ ผู้ตาย

โดยให้นายหมูหยองน้องชายชักชวนนายนิรันดร์ผู้ตายให้มานอนที่หอพักแห่งหนึ่งบริเวณสระหนองปลาเฒ่า บ้านคลองลี่ ตั้งอยู่ด้านข้างศาลเจ้าพ่อพระยาแล ต.ในเมือง จ.ชัยภูมิ ต่อมาหลังจากนายหมูหยอง เปิดประตูห้องให้นายวัชระ พี่ชายเข้ามาในห้องตรงเข้าจับล็อกตัวนายนิรันดร์ ผู้เสียชีวิตไว้ ให้นายหมูหยอง น้องชายลงมือใช้มีดปลายแหลมจ้วงแทงนายนิรันดร์อย่างเหี้ยมโหดจนเลือดสาดไปทั่วห้อง ขาดใจตายอย่างทรมานภายในหอพักแล้วก็รื้อค้นเอาทรัพย์สินต่างๆ ก่อนจะให้นายวัชระพี่ชายไปหาจอบและเสียมข้างๆหอพักฯมาแล้วนำผ้าห่มสีแดงมาห่อร่าง หิ้วไปใส่รถเก๋งของผู้ตาย ขับนำไปยังป่ายูคาท้ายหมู่บ้านโสกตลับ ต.โคกสูง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ ที่อยู่ห่างจางจากหอพักฯ ออกไปประมาณ 5 กม.

ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่คุมตัวนายน็อตไปที่บ้านของยายที่บ้านกุดเหม่ง ต.ชีลอง อ.เมืองชัยภูมิ ซึ่งเป็นจุดที่นายน็อตนำจอบมาทิ้งไว้ที่บ้านแล้วล้างคราบเลือด ซึ่งตอนที่ตำรวจคุมนายน็อตมาทำแผนนั้น ได้พบกับยายที่เลี้ยงดูนายน็อตและนายหมูหยองมาตั้งแต่เกิด ซึ่งยายกล่าวว่า ทั้งคู่เป็นเด็กกำพร้าน่าสงสาร พ่อแม่ไม่มี ยายเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กๆ เป็นคนดี นายน็อตเป็นคนไม่ค่อยเต็ม ไม่ทันคน ใครลากไปไหนก็ไป

จากนั้นยายหันไปพูดกับนายน็อตว่า “มึงไปทำแบบนี้ทำไม มึงจะได้เห็นหน้ากูครั้งนี้ครั้งสุดท้ายแล้ว กว่าพวกมึงจะออกจากคุกกูคงตายไปก่อนแล้ว”

จุดสุดท้ายเป็นจุดที่นายน็อตและนายหมูหยองนั่งวางแผนว่าจะฆ่าชิงรถเก๋งผู้ตาย โดยวางแผนกันเมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ร้านขายของชำในหมู่บ้าน ห่างจากบ้านพักประมาณ 500 เมตร หลังทำแผนเสร็จ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายน็อตกลับไปขังที่โรงพักทันที

รวบยกแก๊ง ตุ๋นไมโลคิวบ์ เปิดเฟซรับโอน วันเดียว2แสนบาท

 

 

กองปราบฯรวบแก๊งตุ๋นขาย “ไมโลคิวบ์” 4 ผู้ต้องหาจนมุมที่บ้านเช่าในจ.ราชบุรี เผยเปิดเฟซบุ๊กหลอกตุ๋นเหยื่อ อ้างนำเข้าจากมาเลย์ในราคาถูกกว่าท้องตลาด มีเหยื่อหลงชื่อโอนเงินสูญร่วม 2 แสนบาท สอบสวนรับสิ้น จะนำเงินไปใช้หนี้ที่กู้มาสู้คดีทำร้ายร่างกาย พอเปิดเฟซบุ๊กวันเดียวมีคนโอนมาร่วม 2 แสน จึงรีบปิด เฟซบุ๊กหนีจนมาถูกจับ ผบก.ป.เตือนซื้อของออนไลน์ต้องระวัง โดยเฉพาะของถูกมากๆ ให้คิดว่าหลอกลวงไว้ก่อน

จากกรณีโลกออนไลน์มีการแชร์เหตุการณ์ความเสียหาย โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก “หาญศึก ตั้ม โปรเจ็กเตอร์ แลพิทักษ์” โพสต์ข้อความเตือนภัยแก๊งหลอกขาย “ไมโลคิวบ์” อ้างว่านำเข้าไมโลคิวบ์จากมาเลเซียมาได้ในราคาถูกเพราะมีพ่อเป็น ตม.ที่ด่านสะเดา โดยใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า “ความ ทรงจำ” ชื่อเล่นว่า “น้ำ” โดยเจ้าตัวสั่งสินค้าเป็นจำนวนเงิน 167,900 บาท แต่หลังจากโอนเงินไปก็โดนบล็อกเฟซ ปิดเครื่อง ปิดไลน์ ติดต่อไม่ได้ ต่อมาจึงรู้ว่ามีผู้ตกเป็นเหยื่ออีกหลายราย มูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท

ล่าสุด ตร.สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้แล้ว โดยเมื่อเวลา 10.30 น. ที่กองปราบปราม พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผกก.4 บก.ป. และเจ้าหน้าที่กก.4 บก.ป. ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมตัวนายวุฒิพงษ์ เหมมาลา, นางสาวนริศรา ลิ้มฉาย, นายวัชรินทร์ จันทร์หอม และนายนวพล ลิ้มฉาย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 991-994/2560 วันที่ 22 เม.ย.2560 ในฐานความผิด “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” ภายหลังติดตามจับกุมได้ที่บ้านไม่มีเลขที่ ใน อ.วัดเพลง จ.ราชบุรี

พล.ต.ต.สุทินเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากพล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. มอบหมายสั่งการกองปราบปรามติดตามจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาที่ร่วมกันหลอกขาย “ไมโลคิวบ์” ผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีผู้เสียหายหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อหลายราย มีมูลค่าความเสียหายกว่า 2 แสนบาท โดยพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ต้องหา จะเปิดเฟซบุ๊กชื่อ “ความทรงจำ” โดยจะมีนายวุฒิพงษ์ และนางสาวนริศรา ทำหน้าที่เป็นคนที่จะคอยพูดคุยชักชวน โดยโฆษณาขายจำนวน 24 ถุง หรือ 1 ลัง ในราคา 6 พันกว่าบาท จากราคาปกติราคา 7,500-9,000 บาท จนมีลูกค้าที่หลงเชื่อในเฟซบุ๊ก และเมื่อลูกค้าตกลงซื้อจะให้โอนเงินเข้าบัญชีชื่อนายวัชรินทร์ ก่อนที่นายวัชรินทร์ และนายนวพล จะทำหน้าที่ไปกดเงินออกจากบัญชีทันทีที่ผู้เสียหายโอนเงินเข้ามา

เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดรับสารภาพ โดยสาเหตุคือต้องการหาเงินมาใช้หนี้เงินกู้ จำนวน 6 หมื่นบาท ที่นำมาใช้สู้คดีทำร้ายร่างกาย โดยเมื่อได้เงินจากที่ลูกค้าโอนเข้ามารวมกว่า 2 แสนบาท ภายใน 1 วัน ก็ตัดสินใจปิดเฟซเนื่องจากได้เงินตามที่ต้องการ ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมได้ อย่างไรก็ตาม ฝากถึงประชาชนที่ซื้อสินค้าออนไลน์ให้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ อย่าหลงซื้อเพียงเพราะเห็นว่าถูกกว่าท้องตลาด เนื่องจากสินค้าทั่วไปจะถูกกว่าท้องตลาดมากๆ เป็นไปไม่ได้ ขอให้คิดว่าเป็นการหลอกหลวงไว้ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ

ตี๋อ้วน งานเข้า มิจฉาชีพแอบอ้างชื่อตุ๋นร้านอาหารขอเงินบริจาค โร่แจ้งความ เตือนไม่เคยเรี่ยไรเงิน

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ตี๋อ้วน” หรือ นายนำชัย จรรยาฐิติกุล พิธีกรรายการอาหาร “ตี๋อ้วนชวนหิว” ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดี หลังจากพบว่า มีมิจฉาชีพแอบอ้างนำชื่อของตน และรายการ ไปหลอกให้ร้านอาหารต่างๆ โอนเงินทำบุญโลงศพ จำนวน 1,250 บาท ซึ่งตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

โดย “ตี๋อ้วน” เปิดเผยกับข่าวสดออนไลน์ ว่า ได้ทราบเรื่องจากร้านอาหาร ที่อินบ้อกเข้ามาในเพจ ว่า พรุ่งนี้มีไปทำบุญหรือไม่ เพราะจะโอนเงินเข้ามาให้ ซึ่งมีผู้อ้างว่า ตนจะนำเงินไปทำบุญกองละ 1,250 บาท เป็นผ่าห่อศพ 450 บาท โลง 800 บาท โดยจะมีรถบัสออกจากสวนลุม 2 คัน และรถตู้ 7 คัน จะส่งรถมารับที่บ้าน ซึ่งตนตกใจมาก จึงพยายามเช็คดู และทราบว่า มีการแอบอ้างในลักษณะดังกล่าวจำนวนหลายร้าน ซึ่งมีที่เราไม่ทราบอีกไม่รู้เท่าไหร่ โดยเมื่อเช้าที่ผ่านมา ตนได้โทรไปเบอร์ ที่นำชื่อตนไปหลอกลวงก็ยังเปิดเครื่อง พบว่าเป็นผู้หญิงน่าจะมีอายุ อ้างว่าไม่รู้จักกับคนที่ใช้ชื่อว่า “หน่อย” ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้ในการหลอกลวงดังกล่าว จากนั้น เมื่อตนพูดสาย และด่าว่าทราบเรื่องหมดแล้ว ก็พบว่าบุคคลดังกล่าว ปิดเครื่องทันที

“ทุกครั้งที่ตนไปถ่ายรายการไม่เคยเรียกเก็บเงินร้านอาหารแต่อย่างใด ที่ผ่านมา พบว่ามีมิจฉาชีพเอาชื่อตนไปแอบอ้างหลายครั้ง เช่นอัดรายการตนใส่ซีดี และไปเรียกเก็บเงินภายหลัง หรือ แอบอ้างว่าจะพาไปออกรายการแล้วขอเงินค่ารถตู้ ซึ่งยืนยันว่า หากเป็นรายการของตนจริงไม่เคยมีการเรียกเก็บเงินใดๆ ทั้งนี้ พบว่า การเอาชื่อไปหลอกให้ทำบุญ มีร้านบัวลอย แจ้งเข้ามาว่า ปีก่อนมีการเรียกทำบุญ 800 บาท และปีนี้ เปลี่ยนเป็น 1,250 บาท ขณะนี้ มีชื่อ เลขที่บัญชีทุกอย่าง และได้นำไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว”
คุณตี๋อ้วน กล่าวต่อว่า เชื่อว่าอาจจะมีอีกหลายร้านที่โดนหลอกลักษณะดังกล่าว แต่เห็นว่าเป็นเงินจำนวนเพียงเล็กน้อยจึงไม่ได้ตรวจสอบหรือดำเนินการอะไร แต่หากปล่อยไว้ เงินหลักพันที่หลอกก็เป็นหมื่นเป็นแสนได้ ขอยืนยันว่า ตนไม่เคยเรี่ยไรเงินทำบุญใดๆ หากตนจะทำบุญหรือมีกิจกรรมใดๆ ตนจะประกาศในรายการ และพูดด้วยตัวเองเท่านั้น ที่ผ่านมามักจะมีเพียงการเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้าในช่วงปีใหม่ ที่มีหลายร้านมาร่วมออกร้านร่วมกัน แต่ไม่เคยขอเงินบริจาคใดๆ

รัวยิงอก!! หนุ่มขับรถหยุดคุยกลางถนน พูดกันไม่รู้เรื่อง-ชักปืนยิงตายสยอง ศพยังคร่อมรถ

 

 

หนุ่มหยุดคุยกลางถนน คุยกันไม่รู้เรื่อง สองคนร้ายใช้อาวุธปืน รัวยิงอกดับสยอง ร่างยังคร่อมรถ ตำรวจเร่งสอบการฆาตกรรม

เมื่อเวลา 23.00 น วันที่ 24 เม.ย. ร.ต.อ.วิทยา สุทธิรัก พนักงานสอบสวน สภ.นาขยาด อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ได้รับแจ้งว่า มีเหตุยิงกันเสียชีวิตที่บริเวณถนนดินลูกรังกลางทุ่งนาบ้านโงกน้ำ หมู่ที่ 8 ต.นาขยาด อ.ควนขนุน จ.พัทลุง จึงเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พ.ต.อ.พินิจ ฤทธิเดช ผกก.สภ.นาขยาด และอาสาสมัครกู้ภัยศรีบรรพต

ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตทราบชื่อว่า นายกวินทรณ์ เศียรอุ่น อายุ 31 ปี อยู่หมู่ที่ 10 ต.นาขยาด อ.ควนนุน จ.พัทลุง นอนเสียชีวิตอยู่บนถนนในสภาพคร่อมรถ จยย. หมายเลขทะเบียน งคจ 99 สงขลา ที่ล้มอยู่บนถนนลูกรัง โดยสภาพศพมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด .22 เข้าที่บริเวณกกหูขวา จำนวน 1 นัด และบริเวณหน้าอก 2 นัด ตรวจสอบในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจพบหัวกระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 1 หัว จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายกวินธรณ์ ผู้ตายได้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ไปตามถนนลูกรังกลางทุ่งนา เมื่อถึงที่เกิดเหตุ นายกวินธรณ์ ผู้ตาย ได้พบกับคนร้ายคาดว่าน่าจะมีด้วยกัน 2 คน และผู้ตายได้หยุดรถ โดยสันนิษฐานว่าน่าจะหยุดพูดคุยกับคนร้ายเพื่อเจรจาในเรื่องบางอย่าง แต่ไม่สามารถตกลงอะไรกันได้ คนร้ายจึงใช้อาวุธปืนจ่อยิงใส่จำนวน 3 นัด จนเสียชีวิตดังกล่าว ก่อนคนร้ายจะขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป ส่วนสาเหตุในเบื้องต้นคาดว่าน่าจะมาจากเรื่องขัดแย้งส่วนตัว อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เร่งทำการสอบสวนญาติผู้ตายโดยละเอียดอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดของการฆ่ากันตายในครั้งนี้ เพื่อจะได้ติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สลดพ่อคลั่งใช้ปืนลูกซองยาวยิงหัวลูกชายวัย 9 ขวบ เผยเพิ่งพามาอยู่ด้วย

 

 

เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 23 เมษายน 2560 พ.ต.ท.สมรภูมิ สุขโพธิ์ สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร ได้รับแจ้งเหตุมีชายคลุ้มคลั่งใช้อาวุธมีดทำร้ายตนเอง และใช้อาวุธปืนยิงลูกชายจนเสียชีวิต จึงรายงานให้ พ.ต.อ.สุระพรรณ นาทวรทัต ผกก.สภ.เมืองสมุทรสาคร พ.ต.ท.สถิตย์ คงเนียม รอง ผกก.(ป) สภ.เมืองสมุทรสาคร รับทราบ

จากนั้นจึงไปยังที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว มีรั้วรอบด้าน บ้านเลขที่ 52/222 หมู่ที่ 3 ซอยโรงหล่อ ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร พร้อมกับเจ้าหน้าที่วิทยาการ จากกองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร

บริเวณหน้าบ้านพบอาวุธปืนลูกซองยาวตกอยู่ 1 กระบอก ภายในมีปลอกกระสุนปืนคาลำกล้องอยู่ 1 ปลอก และยังพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่ามีโอ สีดำ หมายเลขทะเบียน กวท 241 สมุทรสาคร ล้มคว่ำอยู่

เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดประตูเข้าไปในบ้านก็พบหยดเลือดเป็นทางไปจนถึงบริเวณหน้าประตูห้องนอนห้องแรก และที่ในห้องครัวยังพบตู้เย็น ข้าวของ ถูกทำลายจนพังเสียหาย

ภายในห้องนอนห้องแรกนั้น พบศพเป็นเด็กผู้ชายอายุ 9 ปี สวมเสื้อสีชมพู นุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ นอนคว่ำหน้าเสียชีวิต ที่ศีรษะถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองจนสมองแตกกระจาย ทราบชื่อคือ เด็กชายอนุรักษ์ หรือน้องฟลุค ขันจำนงค์ อายุ 9 ปี

นอกจากนี้ยังพบปลอกกระสุนปืนลูกซองยาว 1 ปลอก ขวดเหล้าขาวที่ยังมีเหล้าเหลืออยู่อีก 1 ขวด และ กับข้าว 2 อย่าง อีกทั้งยังมีการเปิดโทรทัศน์ กับพัดลมทิ้งไว้ด้วย

ต่อมาทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายขุนทอง ขันจำนงค์ อายุ 36 ปี มีอาชีพเป็นช่างอยู่ในอู่ทำเรือประมง และเป็นพ่อแท้ๆ ของเด็กที่เสียชีวิต ซึ่งหลังก่อเหตุได้ออกไปอยู่หน้าบ้านแล้วพยายามใช้มีดปลอกผลไม้แทงตัวเองที่บริเวณหน้าอก กระทั่งดาบตำรวจมานพ วงษ์นารี เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำหน่วยบริการสาครธานี พบกับผู้ต้องหา จึงควบคุมตัวไปสงบสติอารมณ์ที่ สภ.เมืองสมุทรสาครก่อนหน้านี้แล้ว

ด้าน ด.ต.มานพเล่าว่า ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีเหตุทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นที่บ้านหลังดังกล่าว เมื่อมาถึงก็พบกับนายขุนทองใช้มีดปลอกผลไม้แทงที่บริเวณหน้าอกตนเองอย่างคนเสียสติ จึงได้เข้าเตะมีดที่มือทิ้ง จากนั้นก็พยายามพูดจาปลอบนายขุนทองให้ใจเย็นๆ จนกระทั่งผู้ต้องหาพอควบคุมสติได้ ก็ยื่นมือมาให้แล้วบอกให้ใส่กุญแจมือจับเข้าคุกเลย เพราะได้ก่อเหตุฆ่าลูกชายในห้องนอน

ญาติของนายขุนทองที่พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน เล่าว่า นายขุนทองเป็นคนที่ค่อนข้างขี้โมโหและมีอารมณ์แปรปรวน เวลาโมโหก็จะมีอารมณ์รุนแรง มีอาชีพเป็นช่างอยู่ในอู่ทำเรือประมง โดยได้พักอาศัยอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุพร้อมกับแม่ของนายขุนทอง และญาติพี่น้องกับหลานๆ รวมทั้งหมด 9 คน

ขณะเกิดเหตุภายในบ้านมีเพียงแม่ของนายขุนทองที่อายุมากแล้ว กับหลานๆ อีก 3 คน และนายขุนทอง กับ ลูกชายที่เสียชีวิตเท่านั้น ส่วนคนอื่นออกไปทำงานยังไม่กลับเข้ามา

ลูกชายคนนี้เป็นคนเล็ก ปกติจะอยู่กับแม่ที่จังหวัดลำปาง แต่นายขุนทองเพิ่งจะไปรับลงมาอยู่ด้วยได้ประมาณครึ่งเดือน ส่วนภรรยาไม่ได้กลับมาที่บ้านนี้นานเกือบปีแล้ว

ในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา นายขุนทองแสดงอาการเครียดเรื่องที่ภรรยาไม่ยอมกลับมาอยู่ด้วย จึงดื่มแต่เหล้า ไม่ยอมออกไปทำงาน แต่พี่ๆ น้องๆ ไม่มีใครกล้าว่า ซึ่งก็ไม่คิดว่านายขุนทองจะเครียดจนเกิดอาการคลุ้มคลั่งใช้ปืนยิงลูกชายตัวเองเสียชีวิตแบบนี้

ทั้งนี้ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะได้สอบปากคำนายขุนทอง ขันจำนงค์ หลังจากที่สามารถควบคุมสติอารมณ์ให้อยู่ในภาวะปกติได้แล้ว และจะได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หนุ่มเมาซิ่งปิกอัพพุ่งเสยร้านข้าวแกงพังยับ แม่ค้าหวิดดับถูกอัดติดถังแก๊สหัวแตก

 

 

ร.ต.อ.นพดล ไม้งาม รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถชนร้านขายข้าวแกง จนพังเสียหายมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ที่บริเวณแยกโรงเตา ถ.บึงพระจันทร์ หมู่ 4 ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัย

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะมิตซูบิชิ สีเทา หมายเลขทะเบียน บฉ 77 พิษณุโลก พุ่งชนร้านค้าขายข้าวแกง ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสภาพพังเสียหาย นอกจากนั้นมีแม่ค้าได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ทราบชื่อคือชื่อนางสุพิตรา เวชสรรค์ เนื่องจากรถกระบะคันดังกล่าวพุ่งชนอัดกับสิ่งของในร้านค้า จนทำให้ศีรษะแตก เจ้าหน้าที่เร่งนำส่งโรงพยาบาลทันที ส่วนคนขับรถกระบะดังกล่าว ทราบชื่อนายกิตติพงษ์ คำประสงค์ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 401 ถนนสีหราชเดโชชัย ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก อยู่ในอาการมืนเมาและที่ศีรษะมีบาดแผลแตก

จากการสอบถามแม่ค้าที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า กระบะคันดังกล่าวขับมาด้วยความเร็ว และขับส่ายไปมา จากนั้นก็พุ่งชนร้านข้าวแกงจนพังยับเยิน และนางสุพิตราถูกชนไปติดอยู่กับถังแก๊สได้รับบาดเจ็บ โชคดีที่ระหว่างเกิดเหตุยังไม่มีลูกค้ามาซื้อของมากนัก ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายอย่างแน่นอน

จากการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจ เบื้องต้นคาดว่านายกิตติพงษ์ คงไปดื่มเหล้ามากับเพื่อนๆ จนเมา ก่อนขับขี่รถมาด้วยความเร็วแล้วเสียหลักพุ่งชนร้านค้าดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้นำไปตรวจวัดแอลกอฮอล์เกินกว่ากฎหมายกำหนด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

เตือนชาวสวนยาง ระวังกรดฟอร์มิกปลอม ทำยางเสียหาย และเป็นอันตรายกับตัวเกษตรกร

 

 

นางปรีดิ์เปรม ทัศนกุล นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. มีการรณรงค์และสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยาง หันมาใช้กรดฟอร์มิกแทนกรดซัลฟิวริกมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นสารอินทรีย์ที่สลายตัวง่าย ไม่มีผลตกค้างในยางและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรสามารถผลิตยางที่มีคุณภาพดี ขายได้ราคา ทำให้ที่ผ่านมาเกษตรกรตระหนักและหันมาใช้กรดฟอร์มิกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในตลาดที่ผลิตและขายสารจับตัวยางบางราย มีการผลิตสารจับตัวยางที่มีส่วนผสมของซัลเฟตและเกลือคลอไรด์เพื่อช่วยให้ยางจับตัวเร็ว และมีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ทำให้เกษตรกรเกิดความเข้าใจผิด และนำมาใช้จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อทั้งคุณภาพยาง และสุขภาพของเกษตรกร

ซึ่งจากการลงพื้นที่สุ่มเก็บตัวอย่างสารจับตัวยางในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวม 22 ตัวอย่าง พบว่า มีเพียง 1 ตัวอย่างเท่านั้นที่เป็นกรดฟอร์มิกแท้ความเข้มข้น 94% ตรงตามที่ระบุในฉลาก

ส่วนอีก 8 ตัวอย่าง เป็นกรดฟอร์มิกที่มีความเข้มข้นไม่เป็นไปตามที่ระบุบนฉลาก มีความเข้มข้นเพียง 17.89-82.92 เท่านั้น และอีก 7 ตัวอย่าง ที่เป็นกรดซัลฟิวริกพบระดับความเข้มข้นระหว่าง 36.17-99.74 โดยที่บนฉลากจะตั้งชื่อทางการค้าเป็นชื่ออื่นทั้งหมด และยังมีอีก 5 ตัวอย่าง เป็นกรดฟอร์มิกผสมแคลเซียมคลอไรด์ และกรดซัลฟิวริกผสมแคลเซียมคลอไรด์ และที่เหลืออีก 1 ตัวอย่างเป็นแคลเซียมคลอไรด์ล้วนๆ ที่มีความเข้มข้นสูงถึง 36.78%

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบปริมาณโลหะ ทั้งกรดฟอร์มิกปลอมและกรดอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุชนิดของสารเคมี พบโลหะธาตุของแคลเซียมตั้งแต่ระดับ 0.17-5,340 ppm แมกนีเซียมระหว่าง 0.11-49.28 ppm ธาตุเหล็ก 0.02-0.53 ppm และทองแดงน้อยกว่า 0.01ppm ซึ่งจากการศึกษาพบว่า หากน้ำยางมีปริมาณแคลเซียมเกิน 500 ppm ขึ้นไป จะทำให้ยางขาดความยืดหยุ่น มีความหนืดต่ำ และมีความชื้นสูง ซึ่งปริมาณโลหะธาตุที่อยู่ในน้ำยางจะส่งผลต่อรอยตำหนิ เป็นรอยแตกที่เกิดขึ้นบนผลิตภัณฑ์ได้ทำให้แรงรับน้ำหนักบริเวณนั้นเสียไป

โดยประเด็นสำคัญคือ เกษตรกรไม่สามารถแยกแยะได้ว่าขวดไหนเป็นกรดฟอร์มิกจริง ขวดไหนเป็นกรดฟอร์มิกปลอม ทำให้สร้างความสับสนให้เกษตรกร อีกทั้งมีการแจ้งจากกลุ่มเกษตรกรบางรายที่ใช้กรดฟอร์มิกปลอมดังกล่าว พบว่าเกิดผลกระทบต่อผิวหนังอย่างรุนแรง เป็นแผลลึกเข้าไปในเนื้อ สร้างความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตของชาวสวนยางอีกด้วย

นางปรีดิ์เปรม กล่าวย้ำว่า จากผลการศึกษาครั้งนี้ นอกจากส่งผลกระทบต่อชาวสวนยางแล้ว ยังเข้าข่ายการหลอกลวงผู้บริโภค และส่งผลในภาพรวมที่เสียหายต่อประเทศชาติ เพราะผลผลิตยางทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปีที่ผ่านมา มีปริมาณยางประมาณ 636,531 ตัน และจากการใช้กรดปลอมทำให้ยางไม่ได้มาตรฐานกว่า 50% ซึ่งเป็นความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศผู้ส่งออกยางที่มีคุณภาพประเทศหนึ่งของโลก และเป็นความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้

อย่างไรก็ตาม กยท. จะดำเนินการตรวจสอบคุณภาพสารจับตัวยางเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตอาจมีมาตรกรในการควบคุมสารจับตัวยางทุกชนิดในเชิงการค้า ซึ่งอาจจะต้องหารือร่วมกับหลายๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ผู้ผลิตและจำหน่ายขึ้นทะเบียนกับ กยท. เพื่อทำการควบคุมคุณภาพยางในอนาคต

ชาวบ้านแห่ตักบ่อน้ำดำ หลัง สสจ. ชี้มีสารซัลเฟอร์ช่วยรักษาโรคผิวหนัง แต่อีโคไล เกินมาตรฐาน

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวกรณีที่มีการแชร์ในเฟซบุ๊กและเป็นที่สนใจของประชาชนในพื้นที่ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เกิดเหตุประหลาดในพื้นที่บ้านไอร์กาแซ ม.6 ต.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร ที่น้ำในบ่อกลายเป็นสีดำเมื่อดักมาเก็บไว้สักพัก น้ำดังกล่าวจะใสสะอาด จึงทำให้ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์สามารถนำมารักษาโรคต่างๆได้ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ อ.ศรีสาครและใกล้เคียงจึงได้แห่เดินทางมาตักน้ำกลับบ้านกันเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. นพ.สมหมาย บุญเกลี้ยง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส นพ.ประมวล ทองอินทราช ผอ.โรงพยาบาลศรีสาคร และคณะ ได้เดินทางไปตรวจสอบบ่อน้ำดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะคล้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้าจำนวน 2 บ่อ บ่อแรกมี ขนาดยาว 3 เมตร กว้าง 1 เมตร ลึกประมาณ 15 ซ.ม. บ่อที่ 2 ซึ่งห่างเล็กน้อย มีขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ลึกประมาณ 15 ซ.ม.ตั้งอยู่ภายในสวนยางพารา ซึ่งน้ำในบ่อมีสีดำคล้ายกับน้ำต้มปลาหมึก มีชาวบ้านเป็นจำนวนมากได้เดินทางมาตักน้ำในบ่อ บรรจุใส่ในภาชนะชนิดต่างๆ เพื่อนำกลับไปบ้านพักโดยเฉพาะการนำไปรักษาโรคต่างๆตามความเชื่อ โดยชาวบ้านได้ร่วมกันนำผ้าเต้นท์มากันเป็นมุมสามเหลี่ยม เพื่อใช้เป็นสถานที่นำน้ำในบ่อมาอาบ จนบรรยากาศกลายสภาพเหมือนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของ อ.ศรีสาคร จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่า บ่อน้ำดังกล่าวได้เกิดขึ้นมานานกว่า 30 ปีแล้ว และมีตาน้ำพุดขึ้นมาตลอดเวลาทำให้น้ำในบ่อไม่มีวันแห้ง

นพ.สมหมาย บุญเกลี้ยง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า แนะนำให้ใช้น้ำในบ่อนี้ภายนอกดีกว่า คือ ให้ต้มให้เดือดก่อนกิน 100 เซสเซียส ในน้ำจะมีในเรื่องของอีโคไลซึ่งเป็นแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ของสัตว์และคน ซึ่งตัวนี้เสี่ยงให้เกิดท้องเสีย ซึ่งตัวนี้จะปนเปื้อนอยู่ในอุจจาระของคนและสัตว์ ถ้าเราดูคุณภาพของน้ำไอ้ตัวนี้ถ้าเจอเราถือว่าไม่ได้มาตรฐาน ห้ามปล่อยลงสู่คลองสาธารณะจะต้องบำบัดให้เรียบร้อยก่อนซึ่งเป็นหลักการของสาธารณสุข

“เมื่อวานเราได้มีโอกาสส่งน้ำไปตรวจพบมีธาตุเหล็ก หรือ ซัลเฟอร์ สารตัวนี้มันเกิดจากแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ของใบพืชสะสมอยู่ ตัวมันก็ออกมาทำปฏิกิริยาซึ่งกันและกัน ก็ทำให้เกิดเป็นตะกอนสีดำขึ้นมา ตัวนี้เป็นตะกอนหนักสังเกตดูหากใครตักน้ำไปตั้งไว้ค้างคืน ตัวตะกอนมันจะแยกออกมาใสกับดำ ตัวนี้ไม่อันตรายมันเป็นโลหะหนักถ้าเรากินอาจจะทำให้เป็นนิ่ว แต่ในธรรมชาติเราดูแล้วมันไม่เกินมาตรฐานมาก ซึ่งเกินอยู่ในช่วงเฝ้าระวังแต่ตัวอีโคไลมันเกินมาตรฐานไป ซึ่งไอ้ตัวซัลเฟอร์นี้เขานำไปรักษาโรคกลาก โรคผิวหนังได้อยู่แล้ว ซึ่งซัลเฟอร์ตัวนี้เป็นส่วนผสมของยาหลายชนิด อย่างเช่น พวกซีม่าโรชั่น ซึ่งตัวนี้ถ้าเราทามันจะแสบมันจะไปฆ่าพวกกลาก รักษาโรคบางชนิดได้”

ตรวจจิต-หนุ่มห้าว ท้ายิงปืน ดวลทั้ง”บิ๊กตู่-2ผบ.” คลิปว่อนโลกออนไลน์ ตร.ตามล็อกตัวถึงบ้าน

 

 

ส่งหนุ่มห้าวตรวจจิต หลังคลิปแพร่ ว่อนเน็ต ท้ายิงหัวทุกผบ. ทั้งบิ๊กตู่ บิ๊กเจี๊ยบ และบิ๊กแป๊ะ ตร.คุมตัวจากบ้านที่หัวหิน ส่งตรวจอาการทางจิตที่ร.พ.หัวหิน และสถาบันกัลยาณ์ฯ ญาติเผยเคยประสบอุบัติเหตุถูกรถชนขณะขี่จักรยานเมื่อปี 2547 จนต้องผ่าตัดสมองซีกขวา จากนั้นก็อาการไม่ปกติ พูดซ้ำๆ อารมณ์ร้อน ด้านตร.ยังไม่แจ้งข้อหา

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์แชร์คลิป 2 คลิป ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยคลิปแรกผู้บันทึกภาพเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาก่อนถูกชายวัยกลางคน สวมเสื้อสีน้ำตาลกางเกงขาสั้นสีแดงสวมแว่นตาดำ ลักษณะผอมสูง โบกเรียกก่อนตะโกนให้จอดรถจากนั้นชายคนดังกล่าวเอ่ยปากท้าทาย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ให้มาท้ายิงกันตัวต่อตัว โดยชายคนดังกล่าว ระบุชื่อตัวเองว่าชื่อนายทรงวิทย์ สุขประเสริฐ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถามกลับอย่างใจเย็นว่าคนทั้ง 3 ที่ท้ายิงนั้นทำอะไรให้ แต่นายทรงวิทย์ ไม่ตอบ พร้อมย้ำว่าจะท้าดวลกับบุคคลทั้ง 3 ขณะที่คลิปที่ 2 เป็นชายคนเดิม สวมชุดเดิมคุยกับตำรวจสายตรวจ พร้อมบอกให้ผบ.ตร.ระวังตัวไว้

อย่างไรก็ตามบรรดาผู้ที่ได้รับชมคลิปดังกล่าวคาดว่าชายคนดังกล่าวอาจมีความผิดปกติทางอารมณ์

ต่อมาเมื่อเวลา 08.30 น. พ.ต.อ.สิทธิชัย ศรีโสภาเจริญรัตน์ ผกก.สภ.หัวหิน พร้อมด้วย พ.ต.ท.เสมอ อยู่สำราญ รอง ผกก.ป.สภ.หัวหิน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หัวหิน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างหัวหินธรรมสถาน เข้าตรวจสอบบ้านพักนายทรงวิทย์ สุขประเสริฐ ซึ่งมีบ้านพักอยู่ที่บริเวณโค้งพระจันทร์ ต.หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

เมื่อสอบถามญาติที่พักอาศัยอยู่ด้วยกัน ยืนยันว่า นายทรงวิทย์ เคยประสบอุบัติเหตุทางรถ เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2547 ขณะกำลังขี่รถจักรยานไปทำงานที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่ปากน้ำปราณ แต่ถูกรถยนต์ชนระหว่างทาง ทำให้ต้องผ่าตัดสมองซีกขวา เพราะมีเลือดคั่งในสมอง ทำให้มีอาการไม่ปกติตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมักจะพูดซ้ำๆ ตามที่ตัวเองคิด อารมณ์ร้อนขึ้น โดยทุกเช้าจะชอบเดินไปหาซื้อกาแฟร้อนกับปาท่องโก๋ และหนังสือพิมพ์กลับมาอ่านที่บ้านและชอบพูดตามเรื่องที่อ่านในหนังสือพิมพ์ โดยทางญาติขอโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคน ที่ต้องเดือดร้อนจากพฤติกรรมของนายทรงวิทย์ด้วย

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยพาตัวนายทรงวิทย์ ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลหัวหิน และในภาคบ่าย จะพาตัวไปพบจิตแพทย์ที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิ และญาติ ได้นำตัวชายคนดังกล่าวมารักษาตัวที่ ร.พ.หัวหิน แล้ว สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ จ.นครปฐม ตามลำดับ เพื่อให้แพทย์เฉพาะทางตรวจรักษาอาการป่วยของนายทรงวิทย์ โดยยังไม่ได้ฟันธงว่าจะดำเนินคดีกับ นายทรงวิทย์หลังจากนี้หรือไม่

แม่วัย 82 ไปหาลูกชายแต่ถูกไล่ไม่ให้อยู่ด้วย เสียใจนอนหน้าประตูบ้านกว่า 3 วัน

 

 

สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า คุณยายวัย 82 ปีคนหนึ่งในเมืองหยางโจว มณฑลเจียงซู มีลูกชาย 2 คน ลูกสาว 2 คน ในบั้นปลายชีวิตจึงได้ไปสับเปลี่ยนหมุนเวียนอาศัยอยู่กับลูกๆ แต่เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา ลูกชายคนเล็กไม่ยอมให้เข้าบ้าน ซ้ำยังโยนเครื่องนอน หมอนผ้าห่มของคุณยายทิ้งออกนอกบ้าน พร้อมขับไล่ไสส่ง ซึ่งคุณยายก็ได้แต่หอบเครื่องนอนนั้นไปนอนอยู่หน้าประตูบ้านนานกว่า 3 วัน ข้าวน้ำไม่ได้ทานด้วยเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก ทำชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้นทนดูไม่ไหว ต้องพากันเข้าช่วยเหลือ

ตามรายงานระบุว่า คุณยายแซ่เถา มีลูกชายอยู่ 2 คน ลูกสาวอีก 2 คน ส่วนคุณตาคู่ชีวิตได้เสียไปแล้วเมื่อ 18 ปีก่อน คุณยายจึงได้สับเปลี่ยนไปอาศัยอยู่กับลูกๆ เปลี่ยนกันคนละปี ซึ่งที่ผ่านมาก็สุขสงบดี กระทั่งถึงวันที่ต้องย้ายมาอยู่กับลูกชายคนเล็ก ทราบชื่อเฉียน ฉางผิง กลับไม่ยอมให้คุณยายเข้าบ้าน ซ้ำยังโยนเครื่องนอนทิ้งและขับไล่ออกมา

ด้วยไม่รู้จะทำอย่างไรคุณยายจึงได้แต่หอบเครื่องนอนนั้น ไปอาศัยนอนอยู่หน้าประตูบ้านของเขา จากนั้นเขาก็ออกไปข้างนอกแล้วไม่กลับเข้ามาอีกเลย เมื่อลูกสาวทราบเรื่องก็รีบเดินทางมาหา พร้อมพยายามติดต่อเขา แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้

เฉียน ฉางอิง ลูกสาวคนโตเผยว่า พวกเธอพยายามโน้มน้าวให้แม่ไปอยู่บ้านพี่ชายคนโตก่อน แต่แม่ไม่ยอมไป แถมยังพูดว่าชีวิตจะอยู่หรือตายก็จะอยู่ที่นี่ เพราะเศร้าเสียใจหนัก ตลอด 3 วันที่ผ่านมา จึงไม่ได้ทานข้าวทานน้ำเลย

ด้านภรรยาและลูกชายของนายฉางผิงก็เผยว่า ด้วยเหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน ทั้งคู่ก็ไม่ทราบสาเหตุ แต่คิดว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องเงินทอง ซึ่งเฉียน ฉางอิง ยังบอกอีกว่า พ่อของพวกเธอเสียชีวิตไปแล้ว ปัจจุบันภาครัฐก็มีนโนบายให้เบี้ยยังชีพให้แม่ได้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ประมาณ 400 หยวน/เดือน (ประมาณ 1,993 บาท) บางทีเขาอาจจะอยากได้เงินส่วนนี้ แต่แม่ไม่ยอมให้

และหัวหน้ากลุ่มผู้สูงอายุในหมู่บ้านเผยว่า บ้านนี้มีปัญหาขัดแย้งเรื่องเศรษฐกิจการเงินในบ้านจริง ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ทางหมู่บ้านได้พยายามติดต่อช่วยเหลือ แต่นายเฉียน ฉางผิงไม่ยอมรับโทรศัพท์

ทั้งนี้ ภรรยาของนายเฉียน ฉางผิงบอกว่า ช่วงปีก่อนหน้านี้ พวกเขาอยากปรึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายของแม่ ถ้าแม่ป่วย ค่ายาค่ารักษาจะแบ่งจ่ายกันอย่างไร หากเสียชีวิตจะจัดการงานอย่างไร แต่พี่น้องคนอื่นๆ ปฏิเสธ กระทั่งพูดกันไปมา ในที่สุดก็มีแม่ชี 2 ท่านเสนอว่าตนจะจ่ายเงินค่าครองชีพให้คุณยายเอง หลายฝ่ายจึงพูดคุย ร่างข้อตกลงกัน

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นนายเฉียน ฉางผิงก็ได้กลับมาที่บ้านอีกครั้ง แล้วเปิดประตูบ้านรับแม่กลับเข้าไปอยู่ในบ้านด้วยแล้ว และเมื่อเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปก็มีชาวเน็ตจีนเข้ามาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก