ทีมชาติไทยต้องอยู่กับ “ความจริง”

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเชื่อว่าแฟนฟุตบอลไทยหลายคนคงผิดหวังกับเกมที่เจอกับ “ทีมชาติซาอุดิอาระเบีย” คาบ้าน 0-3 ไม่น้อย เพราะโอกาสในการลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟในฐานะทีมอันดับ 3 ของกลุ่มริบหรี่เหลือเกินกับ 1 แต้มจาก 6 นัดแม้ว่าจะเหลือเกมในมืออีก 4 นัดก็ตาม เพราะตามหลักทฤษฎีเราต้องชนะรวดในเกมที่เหลือละลุ้นอย่าให้ “ทีมชาติออสเตรเลีย” ชนะได้เป็นอันขาด

แน่นอนว่า เกมนี้ขุนพลช้างศึกทำเต็มที่แล้วแต่ผู้มาเยือนทำได้ดีกว่า ยิ่งความได้เปรียบก่อนลงสนามเรื่องของรูปร่างและทักษะที่เหนือกว่าซึ่งส่งเกตได้ในเกมว่ามีหลายครั้งที่นักเตะคู่แข่งพยายามใช้เกมโยนยาวบอมบ์เข้าใส่กรอบเขตโทษของไทย อย่างลูกแรกที่เสียก็มาจากลูกโยนเข้ามา ลูกที่สองก็เป็นการผ่านบอลเข้ามาจากริมเส้น และลูกทีมสามมาจากจังหวะสวนกลับเร็ว

มาถึงตรงนี้คงต้องยอมรับ “ความจริง” ว่าขุนพลช้างศึกของเราในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาขึ้นมาจนเหนือกว่าระดับภูมิภาค “อาเซียน” พอสมควร แต่ถ้าในระดับทวีป ถือว่ายังเป็นรองหลายๆทีมไม่ว่าจากเอเชียตะวันออกอย่าง “ญี่ปุ่น” หรือ “เกาหลีใต้” รวมถึงบรรดาทีมจากตะวันออกกลางทั้งหลาย

ดังนั้นไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนโยบายของนายกสมาคม “พล.ต.อ สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆมากมากนับตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการพัฒนาบรรดานักเตะเยาวชนหรือดาวรุ่งที่จะขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมชาติในยุคต่อไป

เพราะฟุตบอลถึงโค้ชจะเก่งแค่ไหนก็ไม่สามารถบันดาลชัยชนะให้ได้ตลอดด้วยเหตุผลที่ว่า “เกมลูกหนัง” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องโค้ชเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหมายถึง “ทักษะ” “ความสามารถ” “ฝีเท้า” ที่ขึ้นอยู่กับนักเตะภายในทีม รวมทั้ง “การเล่นเป็นทีม” “ความเข้าใจกันของนักเตะ” ซึ่งมีความแตกต่างกัน นักเตะแต่ละคนมาจากต่างสโมสรต่างที่ ไม่ได้เล่นฟุตบอลทีมเดียวกันทุกวัน

ไม่นับปัจจัยอื่นที่ใกล้เข้ามาหน่อย อย่าง “สภาพความฟิต” ก่อนเกม หรือนักเตะบางคนเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ ขณะที่นักเตะคู่แข่งกำลังอยู่ในช่วงฟิตสุดๆ ดังนั้นศักยภาพของนักเตะที่ออกมาในสนามก็ไม่เหมือนกันซึ่งบางทีปัจจัยบางอย่างก็อาจจะทำให้ทีมที่เป็นรองกว่าพลิกล็อกล้มยักษ์ได้เหมือนกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยแต่ก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนปัจจัยภายนอก เรื่องของ “ดิน ฟ้า อากาศ” หรือ “ผู้ตัดสิน” ก็มีส่วนได้ในบางครั้ง ทำให้ต่อจากนี้คงต้องมองถึงการพัฒนานักเตะที่กำลังจะขึ้นมาเพื่อความยั่งยืน คงมาหวังรอประเภท “นักเตะฟ้าประทาน” หรือพวก “อัจริยะลูกหนัง” ที่จะขึ้นมานานทีปีหนเหมือนสมัยก่อนก็คงไม่ได้

สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการสร้าง “นักเตะรุ่นใหม่ๆที่จะขึ้นมา” ให้พร้อมที่สุด ดีที่สุดเพื่อจะก้าวขึ้นไปต่อกรกับคู่แข่งในระดับที่สูงกว่าอย่างทวีปหรือความฝันที่จะขึ้นไปในระดับโลก ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้

ถ้าจำกันได้ เกมแรกที่เราไปเยือน “ซาอุดิอาระเบีย” เกมนั้นขุนพลทีมชาติไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนเกือบได้ผลเสมอกลับไป ถ้าไม่เจอพิษของผู้ตัดสินชาวจีน “หม่า หมิง” ซะก่อน หรือในรอบก่อนหน้านี้เราเคยตีเสมอซาอุหลังจากถูกนำไปก่อนสองลูกจนผลการแข่งขันออกมา 2-2 มาแล้ว นั้นคงเป็นอีกเหตุผลที่นักเตะเศรษฐีน้ำมันเล่นกับเราแบบไม่มีประมาทและเชื่อว่าเตรียมตัวมาดีก่อนเกมแน่

สุดท้ายเกมของทีมชาติไทยล่าสุดที่แพ้ ก็คงโทษใครไม่ได้เพราะภาพที่เห็นคือ “ความจริง” สิ่งที่ทำได้ต่อจากนี้คือ “ยอมรับ” และ เตรียมตัวสำหรับนัดต่อไปกับ “ทีมชาติญี่ปุ่น” ในสัปดาห์หน้าให้ดีที่สุดก็เท่านั้นเอง

แล้วแต่เลย! “อดีตโค้ชผี” บอก “คีน” เก่งกว่า “ฮุมเมลส์” อีก

พอล แม็คกินเนสส์ อดีตโค้ชทีมเยาวชนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาให้คำแนะนำแก่ โชเซ่ มูรินโญ่ ว่าให้รีบดึงตัว ไมเคิ่ล คีน เซ็นเตอร์แบ็คของทีมเบิร์นลีย์ เข้ามาขันน็อตให้แนวรับโดยเร็วที่สุด

ในอดีต กองหลังวัย 24 ปี เคยเป็นนักเตะก้นหม้อของ ปีศาจแดง มาก่อน แต่หลังจากถูกปล่อยตัวออกไปเขาก็พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาจนกลายเป็นแข้งน่าจับตามองมากที่สุดคนหนึ่ง ณ เวลานี้ แถม แม็คกินเนสส์ ยังเอ่ยปากชมซะคอบอลต้องทำตาโตเลิกคิ้วว่า “เก่งกว่า แมตส์ ฮุมเมลส์” ปราการหลังดีกรีแชมป์โลกเสียอีก

“เมื่อปีที่แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด เคยเป็นข่าวกับ ฮุมเมลส์ ซึ่งถ้าคุณได้ดูเกมล่าสุดที่ อังกฤษ เจอกับ เยอรมนี และต้องการมองหาใครสักคนที่จะมาเป็นอนาคตของสโมสรแล้วล่ะก็ ควรจะเลือก ไมเคิ่ล คีน มากกว่า ฮุมเมลส์ นะ นี่ผมพูดจริง” แม็คกินเนสส์ กล่าว

“เขามีความว่องไวกว่า เก่งกว่าในการแย่งลูกกลางอากาศ แถมดูแล้วยังเล่นกับบอลได้ดีกว่าด้วย จะขาดอย่างเดียวก็คือ ประสบการณ์ที่น้อยกว่า ฮุมเมลส์”

“แต่สิ่งสำคัญคือ คีน รู้จัก แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นอย่างดี เขาเคยเล่นที่นี่มาก่อน แถมยังมีเซนส์บอลสูงมากด้วย ส่วนตัวผมมองว่าเด็กคนนี้แหละจะก้าวขึ้นไปเป็นแข้งตัวท็อปได้ในอนาคตอันใกล้”

“การเล่นกับลูกบอลของเขานั้นไหลลื่นเนียนตา หรืออย่างน้อยก็ดีกว่าบรรดาผู้เล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คทุกคนที่ ยูไนเต็ด มีอยู่ตอนนี้ จัดไปเถอะ เด็กคนนี้ประสบความสำเร็จแน่”

ยกนิ้วให้เลย! “ปาเกียว” ทึ่งไฟต์ “ศรีสะเกษ VS. โรมัน” สุดมันส์

แมนนี่ ปาเกียว ยอดกำปั้นชาวฟิลิปปินส์ผู้โด่งดัง ถึงกับต้องออกปากชมหลังได้ชมการถ่ายทอดสด การแข่งขันชกมวยชิงแชมป์โลก รุ่นซูเปอร์ฟลายเวต ของสภามวยโลก (WBC) ระหว่าง โรมัน กอนซาเลซ กับ ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น ที่เมดิสันสแควร์ การ์เดน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา

โดยหลังการชกจบลง โคตรมวยชาวฟิลิปปินส์ ที่ประทับใจกับการยืนหยัดแลกหมัดกันของทั้งคู่ ได้ทวิตข้อความลงบนทวิตเตอร์ส่วนตัว ว่า “ผมรู้สึกสนุกที่ได้ดูพวกเขายืนแลกหมัดกัน ไม่ใช่แย็บแล้ววิ่งตลอด 12 ยก, นี่ซิคือการชกมวย!” ซึ่งถือเป็นการเหน็บคู่กัดอย่าง ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ ที่มีสไตล์การแย็บแล้วหนีอีกด้วย

พร้อมกันนี้ ปาเกียว ยังกล่าวถึง โรมัน กอนซาเลซ นักชกชาวนิการากัวผู้พ่ายแพ้เป็นครั้งแรกว่า “ผมขอแสดงความนับถือ โชโกลาติโต้ ที่กล้าขยับน้ำหนักขึ้นมา แชมป์ตัวจริงต้องกล้าเจอความท้าทาย เขาจะกลับมาเก่งกว่าเดิมแน่”

เปิดใจ! “โรมัน กอนซาเลซ” หลังแพ้ครั้งแรกในชีวิต

“ช็อคโกลาติโต้” โรมัน กอนซาเลซ ยอดกำปั้นชาวนิการากัว ยังคงช็อกไม่หายกับการพ่ายแพ้ครั้งแรกในการชกมวยอาชีพ ที่มีต่อผู้ท้าชิง ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น ที่เมดิสันสแควร์ การ์เดน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา

ก่อนการชก กำปั้นชาวนิการากัว วัย 29 ปี เจ้าของสถิติแชมป์โลก 4 รุ่น ได้รับการยอมรับจากวงการมวยทั่วโลกว่าเป็นนักมวยที่ดีที่สุดในโลกจากทุกรุ่นการแข่งขัน และมีภาษีดีกว่า ผู้ท้าชิงชาวไทยมาก ชนิดที่อัตราต่อรองในร้านพนันถูกกฎหมายออกราคามาแบบห่างชั้นกันแบบสุดกู่

แต่เกมการชกไม่เป็นแบบที่หลายฝ่ายคิด เพราะเพียงแค่ยกแรก “เจ้าแหลม” ก็เป็นฝ่ายอัดขวาเข้าชายโครง ส่งร่างแชมป์ทรุดลงไปกองกับพื้น ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุถูกหัวชน ซึ่งทำให้ “ช็อคโกลาติโต้” ต้องเจอกับแผลที่หางคิ้วขวา ทำให้ตลอดการชกมันเป็นอุปสรรคในการมองเห็น และทำให้เจ้าตัวหยุดสถิติชนะรวดไว้ที่ 46 ไฟต์ ก่อนเพิ่มสถิติเป็นความพ่ายแพ้แทน

“มันเป็นการชกที่ดีไฟต์หนึ่ง ผมมีสภาพร่างกายที่ดี และสามารถยืนแลกหมัดได้ตลอดทั้ง 12 ยก แต่ก็อย่างที่เห็นมันเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากจริงๆ ผมต้องคอยเช็ดเลือดจากหางคิ้วขวา และพี่เลี้ยงต้องคอยห้ามเลือดในระหว่างพักยก ผมต้องขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้การชกเป็นไปด้วยดี”

“ผมไม่เห็นด้วยกับผลการตัดสิน แต่มันเป็นเกมกีฬา และผมก็ไม่มีปัญหาอะไร หากไม่ได้รีแมตช์กับนักชกชาวไทยอีกครั้ง ผมมีความสุขที่ได้กลับมายังประเทศของผม ผมจะได้พักผ่อนบ้าง ผมรู้ว่ามันเป็นการต่อสู้ที่ยากไฟต์หนึ่ง แต่ผมไม่เคยมีภาพในหัวเลยว่าผมจะเป็นฝ่ายปราชัยในครั้งนี้” โรมัน กอนซาเลซ กล่าว

คอมเมนท์แฟนกำปั้น “ศรีสะเกษ” ช็อกโลกคว่ำ “โคตรมวยเบอร์1”

กลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการกำปั้นโลก เมื่อ ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น กำปั้นชาวไทย สามารถล้ม โรมัน กอนซาเลซ โคตรมวยเบอร์ 1 ของโลกเมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ ได้แบบพลิกความคาดหมาย ในการแข่งขันชกมวยชิงแชมป์สภามวยโลก (WBC) รุ่นซูเปอร์ฟลายเวท ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ถึงการชกและผลการแข่งขันในไฟต์นี้อย่างมากมาย จะมีอะไรกันบ้างไปดูกันเลย

Alejandro Gaeta
ฉันเป็นเม็กซิกัน และได้ดูการชกไฟต์นี้ ศรีสะเกษ ชนะอย่างใสสะอาด 114-112 แฟนชาวนิการากัวคงคลั่งเมื่อได้ดูการชกไฟต์นี้

Ron Aromin
มันน่าตลก นักมวยที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดแพ้ให้กับ นักมวยเอเชีย ตอนนี้หลายคนคงจะถกเทียงกันเกี่ยวกับไฟต์นี้ แต่การต่อสู้ครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น VS. ดอนนี่ เนียเตส

Jay Anguilo
เป็นการต่อสู้ที่ดี แต่ โรมัน กอนซาเลซ โดนปล้นชัย

xiaomi mipad179
ยกที่ 11 ฉันคิดว่าดู แมนนี่ ปาเกียว ต่อย เขาควรจะต่อยแบบนี้ในทุกยก ขอแสดงความยินดี และปรับปรุงการชกให้ดีขึ้น ฉันอดใจรอไม่ไหวที่จะดูการต่อสู้มันส์ๆแบบนี้อีก
Asuncion Garcia
“โชโคลาติโต้” (ฉายา โรมัน กอนซาเลซ) ชนะ เขาโดนโกง ด้วยการถูกนับในยกแรกทั้งที่เป็นการลื่นล้ม

John Smith
มันอะไรกันเนี่ย สไตล์การชกเหมือน แมนนี่ ปาเกียว มาก

Kong Vang
ฉันรัก โรมัน กอนซาเลซ แต่เขาดันวางแผนการชกไปเข้าทางของไทย ฉันคาดหวังว่าเขาน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ขอแสดงความยินดีกับประเทศไทย!

Robert Edde
ว้าว! ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือการทดสอบที่ยากที่สุดของเขา แต่ โรมัน กอนซาเลซ ก็ถูกโกง
>>>>Last chance : มันเป็นการตัดสินที่ถูกต้อง ฉันต้องการที่จะให้ โรมัน ชนะ แต่เขาก็แพ้
>>>>Robert Edde : ไม่ต้องไปคิดเรื่องล้มยกแรก และการตัดแต้ม, ศรีสะเกษ ชกได้สกปรกมาก ขอโทษเพื่อน คุณคิดผิด “โชโคลาติโต้” โดนโกงแน่นอน
>>>>Norman Samijon : เอาอะไรมาตัดสินว่ามีการโกง ซูเปอร์สตาร์ แพ้ให้กับ นักชกโนเนมจากเอเชีย, มันเป็นการตัดสินที่ถูกต้อง เอเชียจงเจริญ
Ray97
ถ้าคุณคิดว่า โรมัน กอนซาเลซ โดนปล้นชัย เลิกดูมวยไปเสียเถิด

Nid Pota (แฟนชาวไทย)
คุณคิดว่าเราเส้นใหญ่พอที่จะสั่งให้โกงได้หรือ? บ้า?

Nathan Estrosas
555 น่าตลกดีพวกแฟนของ โรมัน กอนซาเลซ มันเป็นชัยชนะที่ขาวสะอาดของ ศรีสะเกษ เพียงแต่ว่าแฟนๆของ โรมัน มีมากกว่า อย่ามาเถียงเลย หัวชนก็ไม่ใช่เรื่องตั้งใจ มันเป็นสไตล์การต่อสู้ที่ทั้งคู่ต้องปะทะกัน

frithstar
ยกแรกไม่ควรให้คะแนน 10-8 เขาถูกเอาหัวโขก ทำไมไม่มีใครเห็น? ควรมีการหักคคะแนนมากกว่า 1 ครั้ง มันเป็นไฟต์อัปยศ แต่อย่างไรก็ตาม โรมัน กอนซาเลซ ยังเป็นตำนาน
Francisco Juarez
ผมคิดว่านักมวยไทยชนะ มันเป็นการตัดสินที่ยุติธรรม

Shannon Friedrich
มันเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังมาก โรมันแพ้ มันเป็นการต่อสู้ที่เหลือเชื่อ แต่การตัดสินของกรรมการเหลือเชื่อกว่า

rubski 1978
ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ จ่ายเงินให้กรรมการ เพื่อไม่ให้ โรมัน กอนซาเลซ ทำลายสถิติของเขา

Funeral Fog
กรรมการห่วย! ถึงตอนนี้ โชโคลาติโต้ คงรับรู้ความรู้สึกของ คาร์ลอส คัวดราส เมื่อครั้งโดนเจ้าตัวปล้นเข็มขัด

“ปอป้อ”…นักแบดมินตันหญิง แชมป์ 3 ประเภท

แบดมินตัน โยเน็กซ์ สวิส โอเพ่น 2017 รายการระดับ กรังปรีซ์ โกลด์ ที่เพิ่งจบเมื่อวาน มีเรื่องน่ายินดีที่นักแบดมินตันไทย คือ “บาส-ปอป้อ ” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ กับ ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย คว้าแชมป์หลังใช้เวลา 40 นาที เอาชนะ ปราวีน จอร์แดน กับ เด็บบี้ ซูซานโต้ คู่มือวางอันดับ 2 จากอินโดฯ 21-18 และ 21-15

แม้อาจจะเป็นรายการระดับ กรังปรีซ์ โกลด์ แต่ที่สำคัญและต้องบันทึกไว้ก็คือ การคว้าแชมป์ครั้งนี้ “ปอป้อ ” ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย เป็นนักแบดมินตันหญิงคนเดียวของโลก ที่คว้าแชมป์การแข่งขันระดับ กรังปรีซ์ ได้ทั้ง 3 ประเภท คือหญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม

โดยในอดีต “ปอป้อ ” ในสมัยเป็นเยาวชน เริ่มเล่นประเภทหญิงเดี่ยว และถือว่าประสบความสำเร็จตั้งแต่ระดับเยาวชน โดยคว้าแชมป์ ยูธ โอลิมปิก เกมส์ ในปี 2010 เมื่อเอาชนะ เต็ง ซวน จากจีนในรอบชิง 21-14, 21-17 แต่ได้รองแชมป์ เอเชีย จูเนียร์ แชมเปี้ยนชิพ ในปีเดียวกัน เมื่อพ่าย ตี ซู นักแบดมินตันเยาวชนหญิงจากจีนอีกคนในรอบชิง 13-21, 11-21

จากนั้น เมื่อขึ้นมาเล่นระดับทีมชาติชุดใหญ่ “ปอป้อ ” สามารถคว้าแชมป์รายการ BWF กรังปรีซ์ ของสหพันธ์แบดมินตันโลก หรือ Badminton World Federation (BWF) โดยเป็นแชมป์หญิงเดี่ยวการแข่งขัน ยูเอส โอเพ่น ในปี 2013 เมื่อเอาชนะ ยูกะ คุซุโนเซะ สาวนักตบลูกขนไก่จากญี่ปุ่น 21-12, 21-13

นอกจากนั้น “ปอป้อ” ยังลงเล่นในประเภทหญิงคู่ โดยในตอนแรก เล่นคู่กับ “เอ็มเอ็ม “สาวิตรี อมิตรพ่าย และเคยคว้าแชมป์รายการ Syed Modi International ที่ประเทศอินเดียในปี 2012 โดยชนะ โกมาลา เธวี กับ เจนน่า โกซาลี่ จากอินโดนีเซียในรอบชิง 21-12, 21-6 และเป็นรองแชมป์ ออสเตรเลียน โอเพ่น ในปี 2013 และเมื่อเปลี่ยนมาเล่นคู่กับ “เอิร์ธ ” พุธิตา สุภจิรกุล ทั้งคู่ก็ยังคงมีผลงานดีต่อเนื่อง สามารถเข้าชิงหลายรายการ และเคยร่วมกันคว้าแชมป์รายการ เอสซีจี ไทยแลนด์ โอเพ่น 2016 โดยชนะ มายุ มัตซึโมโตะ กับ วาคานะ นากาฮาร่า จากญี่ปุ่น 21-12, 21-17

ต่อมา สตาฟฟ์โค้ชได้ให้ “ปอป้อ” ลงสนามประเภทคู่ผสมใหม่ จากที่เคยเล่นกับ “เอ ” มณีพงษ์ จงจิตร ที่ต้องเลิกเล่นเพราะอาการบาดเจ็บเรื้อรัง โดยให้จับคู่กับ “บาส ” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ และสามารถสร้างผลงานได้ในระดับที่น่าพอใจ และเคยเข้าชิงชนะเลิศมาแล้ว 3 รายการ แต่ยังไม่เคยคว้าแชมป์ นั่นคือ ซาเย็ด โมดี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ในปี 2016 , โคเรีย มาสเตอร์ส ในปี 2016 และรายการ ปรินเซสสิริวัณณวรี ไทยแลนด์ 2017 เมื่อต้นปี ก่อนจะมาคว้าแชมป์รายการแรกเมื่อวานที่สวิตเซอร์แลนด์

แชมป์คู่ผสมครั้งแรกของ “ปอป้อ” ทำให้เธอกลายเป็นนักแบดมินตันหญิงที่สร้างประวัติศาสตร์และน่าจับตามองอีกคน

แฟนแห่เชียร์ล้นสนาม! “เดชา” ผงาดโพเดี้ยมโฮมเรซ “เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์”

เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน เวิลด์ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยยอดผู้ชมเรือนแสนคน ขณะนักบิดไทยมอบของขวัญแฟนๆ เดชา ไกรศาสตร์ ฟอร์มเยี่ยมซิวอันดับ 2 ขึ้นโพเดี้ยมในบ้านเกิด ส่วนแชมป์รุ่นใหญ่ทั้ง 2 เรซ เป็นของ โจนาธาน เรีย แชมป์โลกชาวอังกฤษจาก คาวาซากิ เรซซิ่ง ทีม

การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก รายการ เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2017 สนาม 2 จบลงอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 11-12 มีนาคมที่ผ่านมา ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ท่ามกลางแฟนความเร็ว โดยนอกจากเกมการแข่งขันที่สนุกสุดมันส์แล้วยังมีกิจกรรมโดยรอบแทร็กเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

ไฮไลต์ของปีนี้อยู่ที่การลุ้นให้นักบิดไทยสามารถคว้าตำแหน่งแชมป์ในบ้านเกิดให้ได้ โดย 3 นักบิดไทยอย่าง เดชา ไกรศาสตร์ และเฉลิมพล ผลไม้ จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม รวมถึง ฐิติพงศ์ วโรกร จาก คาวาซากิ ปุซเซ็ตติ เรซซิ่ง ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม
ผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศปรากฏว่า เดชา สามารถต่อกรกับ เฟเดริโก คาริคาซูโล นักบิดอิตาเลียนได้อย่างเข้มข้นก่อนคว้าอันดับ 2 มาครองได้สำเร็จ ตามหลังแชมป์อย่าง คาริคาซูโล เพียง 0.793 วินาที เท่านั้น ขณะที่อันดับ 3 เป็นของ นิโก ทูลี นักบิดฟินน์จาก คาลลิโอ เรซซิ่ง ด้าน ฐิติพงศ์ ฟอร์มโหดออกสตาร์ทกริดที่ 18 แซง 14 คัน เข้าป้ายในอันดับ 4 ส่วน เฉลิมพล พลาดล้มขณะเป็นผู้นำอย่างน่าเสียดาย ผ่านการแข่งขัน 2 สนาม โรแบร์โต รอลโฟ นักบิดอิตาเลียนรั้งอันดับ 1 บนตารางแชมเปี้ยนชิพ มี 30 คะแนน ขณะที่ เดชา มีคะแนนเป็นอันดับ 5 แม้จะไม่ได้แข่งแบบเต็มฤดูกาลก็ตาม

ด้านผลการแข่งขันในรุ่นใหญ่ ปรากฏว่าแชมป์ทั้ง 2 เรซตกเป็นของ โจนาธาน เรีย แชมป์โลกชาวอังกฤษจาก คาวาซากิ เรซซิ่ง ทีมโดยในเรซแรก เรีย เข้าป้ายด้วยเวลา 31 นาที 16.125 วินาที ทิ้งห่าง แชซ เดวีส์ ดาวบิด เวลส์จาก อะรูบ้า ด็อต ไอที เรซซิ่ง – ดูคาติอันดับ 2 ถึง 6.279 วินาที ส่วนอันดับ 3 เป็นของ ทอม ไซค์ส นักบิดอังกฤษจาก คาวาซากิ เรซซิ่ง ทีม ตามหลัง 8.165 วินาที

ส่วนผลในเรซ 2 มีเหตุให้กรรมการตีธงแดงในช่วงต้นเรซเนื่องจากมีน้ำมันรั่วจากรถแข่งบนแทร็ก ก่อนกลับมารีสตาร์ทอีกครั้ง โดยเรีย เข้าป้ายอันดับ 1 เช่นเคยด้วยเวลา 25 นาที 2.029 วินาที ตามด้วย ไซค์ส ในอันดับ 2 ตามหลัง 4.078 วินาที อันดับ 3 เป็นของมาร์โก เมลันดรี้ นักบิดอิตาเลียนจาก อะรูบ้า ด็อต ไอที เรซซิ่ง – ดูคาติ ตามหลังแชมป์ 4.195 วินาที จบการแข่งขัน 4 เรซแรก เรียนำเป็นจ่าฝูงมี 100 คะแนนเต็มจากการกวาดแชมป์ 4 เรซติดต่อกัน อันดับ 2 ได้แก่ เดวีส์ มี 70 คะแนน ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ ไซค์ส มี 62 คะแนน
ทั้งนี้ ในสุดสัปดาห์นี้ มีผู้ชมเข้าชมการแข่งขันและเจ้าหน้าที่ต่างประเทศทุกส่วนของ เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2017 สนาม 2 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ที่เดินทางจากหลายประเทศทั่วโลก และชาวไทยจากทั่วประเทศรวมกันทั้งสิ้น 80,379 คนซึ่งถือเป็นกระแสที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก

นายเนวิน ชิดชอบ ประธานที่ปรึกษา สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เปิดเผยว่า “ความสำเร็จของเวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ในปีที่ 3 พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า กีฬามอเตอร์สปอร์ตมีความนิยมอย่างมากในประเทศไทย โดยเฉพาะตัวเลขผู้ชมแตะแสนคนซึ่งมีไม่บ่อยนักกับรายการในหลายๆ ประเทศ แต่เราทำได้ รวมถึงความพร้อมด้านต่างๆ ที่พิสูจน์แล้วว่าเราพร้อมจะก้าวไปสู่การเป็นเจ้าภาพในรายการที่ใหญ่ขึ้น”

“ส่วนเรื่องโมโตจีพี เราต้องบอกว่าภาคเอกชนพร้อมผลักดันอยู่แล้ว โดยหากพิจารณาจากค่าใช้จ่ายต่างๆ และเอกชนจะเป็นผู้รับผิดชอบถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ส่วนรัฐบาลจะเป็นผู้ร่วมสนับสนุนเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต้องขอฝากไปถึงรัฐบาลให้เล็งเห็นผลประโยชน์ของประเทศที่จะได้รับทั้งการท่องเที่ยว, กีฬา และการสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศในช่วงของการแข่งขัน” นายเนวิน ทิ้งท้าย

“กิ๊ฟ” นักตบลูกยางสาวไทย ตกลงย้ายซบทีมลีกเวียดนาม

“กิ๊ฟ” วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ นักตบลูกยางสาวทีมชาติไทย สังกัด สุพรีม-ชลบุรี ตัดสินใจตอบรับย้ายไปร่วมทีม วีทีวี บินห์ เดียน ลองอัน สโมสรใน วอลเลย์บอลลีก เวียดนาม เพื่อสู้ศึก วีทีวี อินเตอร์เนชั่นแนล วูเมนส์ วอลเลย์บอล คัพ 2017 ในช่วงเดือนเมษายนนี้

เหงียน ตรินห์ อันห์ ปุค รองประธานสโมสร วีทีวี บินห์ เดียน ลองอัน ได้ให้การต้อนรับพร้อมทั้งเจรจาสัญญากับ นักตบสาวจากไทยวัย 32 ปี ที่กำลังร่วมฝึกซ้อมกับทีมชาติไทย ในการเตรียมทีมเพื่อเข้าแข่งขันรายการซีเกมส์ครั้งที่ 29 ซึ่งเธอก็ตอบตกลงเล่นให้กับสโมสรวีทีวีฯ ด้วยสัญญายืมตัวเป็นที่เรียบร้อย

โดย “กิ๊ฟ” วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ ถือเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมชาติไทยมากว่า 10 ปี ซึ่งแม้จะมีส่วนสูงเพียงแค่ 174 ซม. แต่เธอมีทักษะการเล่นที่ยอดเยี่ยม จากผลงานการนำทีมชาติไทยผงาดคว้าแชมป์เอเชีย 2 ครั้ง แถมเคยได้รับรางวัลมากมาย ซึ่งรวมถึงรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยม (MVP) รายการชิงแชมป์เอเชียเมื่อปี 2013 อีกด้วย

3 ทัวร์นาเมนต์ชี้ชะตาบัลลังก์ “น้องเมย์”

การจัดอันดับนักแบดมินตันโลกประจำสัปดาห์ที่ 11 ซึ่งประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี ปรากฏว่าในประเภทหญิงเดี่ยว “เมย์”รัชนก อินทนนท์ ยังคงอยู่อันดับ 7 เช่นเดิม โดยในทอปเทน มีเพียง แคโรลิน่า มาริน ที่ร่วงจากอันดับ 2 ไปอยู่อันดับ 4 โดย ซุง จี ฮุน กับ อากาเนะ ยามากุชิ ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 2 และ 3 แทนที่

นอกจากนั้น ก็มี ปุซาลา เวกาต้า สินธุ ขยับมาอยู่อันดับ 5 แทน ซุน หยู ที่ตกไปอยู่อันดับ 6 และที่”เซอร์ไพรซ์”สุดๆก็คงเป็น LI Xuerui ที่ขยับมาติดทอปเทนอยู่อันดับ 10 ทั้งที่ไม่ได้ลงสนามมานานหลายเดือนนับตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บในการแข่งขันโอลิมปิก 2016 เมื่อเดือนสิงหาคม แทน โนโซมิ โอกุฮาร่า แชมป์เก่าหญิงเดี่ยว ออล อิงแลนด์ 2016 ที่ตกรอบแรกปีนี้จนคะแนนหายไปเยอะ แต่หลังจากพัก 1 สัปดาห์ ก็จะมี 3 ทัวร์นาเมนต์ ที่จะชี้ชะตาอันดับโลกนักแบดมินตันหญิงเดี่ยว …โดยเฉพาะ”เมย์”รัชนก อินทนนท์ เพราะทั้ง 3 รายการที่จะเริ่มตั้งแต่สัปดาห์หน้า คือ 3 ทัวร์นาเมนต์ซูเปอร์ซีรีส์ที่เมย์เป็นแชมป์เก่า และทำผลงานดีจนขึ้นไปเป็นนักแบดมินตันหญิงเดี่ยวมือ 1 โลกเมื่อปีก่อน 3 รายการนี้ จึงเป็น 3 ทัวร์นาเมนต์ชี้ชะตาอันดับโลกของเมย์ว่าจะอยู่ตรงไหน

เริ่มตั้งแต่ โยเน็กซ์ ซันไรส์ อินเดีย โอเพ่น ที่จะเริ่มแข่งขันสัปดาห์หน้า ในวันที่ 28 มีนาคมไปจนถึง 2 เมษายน โดยรายการนี้ เมย์ ถูกวางเป็นมือ 5 ของรายการ ที่มี แคโรลิน่า มาริน เป็นมือ 1 และ ซุง จี ฮุน เป็นมือ 2 ขณะที่ ปุซาลา เวกาต้า สินธุ ขวัญใจเจ้าถิ่นเป็นมือ 3 และ อากาเนะ ยามากุชิ เป็นมือ 4 โดยโอกาสของเมย์ที่จะเป็น”แชมป์”ไม่ถึงกับยากนัก เพราะอยู่สายล่างร่วมกับ ซุง จี ฮุน และ ปุซาลา เวกาต้า สินธุ เท่านั้นที่เป็นกระดูกชิ้นใหญ่ และโชว์ฟอร์มในรายการ ออล อิงแลนด์ ที่อังกฤษได้ไม่ดีทั้งคู่

ถัดมาอีกสัปดาห์ ก็จะเป็นรายการ เซลคอมอเซียตา มาเลเซีย โอเพ่น ที่จะแข่งขัน 4-9 เมษายน และน่าแปลกที่รายการนี้ ทั้งๆที่เป็น”แชมป์เก่า” แต่เมย์ รัชนก กลับเป็นมือวางอันดับ 7 หญิงเดี่ยวที่มี ไท่ ซื่อ หยิง นักแบดมินตันหญิงเดี่ยวมือ 1 โลกเป็นมือ 1 โดย แคโรลิน่า มาริน เป็นมือ 2 ส่วน ซุง จี ฮุน เป็นมือ 3 และ อากาเนะ ยามากุชิ เป็นมือ 4

ที่น่าสนใจก็คือรายการนี้ นักแบดมินตันหญิงเดี่ยวไทยทั้ง 3 คน คือ เมย์ รัชนก อินทนนท์ ครีม บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธ์ และแน๊ต ณิชชาอร จินดาพล ต่างถูกจัดอยู่ในสายล่างทั้งหมด และเป็นสายที่มีนักแบดมินตันหญิงเดี่ยวมือดีมาร่วมตัวกันมากมาย ทั้ง แคโรลิน่า มาริน , อากาเนะ ยามากุชิ , ไซน่า เนวาล , โนโซมิ โอกุฮาร่า และ เหอ ปิงเจียว เส้นทางเป็นแชมป์ของเมย์ รัชนก ที่มาเลเซียจึงดูจะยากกว่าปีก่อน แถมยังแข่งขันติดต่อกัน 2 รายการ

ปิดท้ายที่รายการ โอยูอี สิงคโปร์ โอเพ่น ซึ่งจะแข่งขันในวันที่ 11-16 เมษายน และยังไม่มีผลการจับสายออกมา แต่การลงแข่งขัน 3 รายการติดต่อกัน ในสถานการณ์ที่สภาพร่างกายยังไม่ 100% ถือเป็นเรื่องยากสำหรับ”เมย์” ที่จะป้องกันแชมป์ทั้ง 3 รายการ

ฟุตบอลต้องอยู่กับปัจจุบัน!!

ส่งผลให้ถึงตอนนี้ ผ่านไปแล้ว 6 เกม ทีมชาติไทย เก็บได้เพียงแต้มเดียว อยู่อันดับสุดท้ายของกลุ่มบี และนั่นทำให้โอกาสในการผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ที่ประเทศรัสเซีย ดูริบหรี่ลงไปอีก

โดยตลอด 90 นาที เชื่อเหลือเกินว่า แฟนๆคงอึดอัดกับรูปเกมที่มีความผิดพลาดของนักเตะไทยเกือบตลอดทั้งเกม ไม่เถียงครับว่าแข้งช้างศึกยังกระหาย และวิ่งลืมตายเหมือนเดิม แต่จังหวะจ่ายบอลทีเด็ดทีขาดของเราแถบไม่มีเลย จนเป็นผลให้มีโอกาสลุ้นเข้าทำในเกมนี้เพียงไม่กี่ครั้ง
กลับกันพูดกันตามตรง ซาอุดิอาระเบีย ก็ไม่ได้มีอะไรที่เลิศหรู เพียงแต่จังหวะทีเด็ดทีขาดเขาแน่นอนมาก ไม่ว่าจะเป็นประตูแรกที่ทำได้ จากการวางบอลเข้าเขตโทษให้ โมฮัมเหม็ด อัล ชาห์ลาวี่ จบซึ่งนั่นเป็นโอกาสเดียวในครึ่งแรกที่ “เศรษฐีน้ำมัน” ซัดตรงกรอบ

ขณะที่ในครึ่งหลัง ทีมจากตะวันออกกลาง หันมาเล่นเกมรับแล้วโต้กลับ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ เมื่อสามารถบวกประตูเพิ่มในช่วงท้ายเกม จากการจ่ายบอลที่เด็ดขาดเพียงไม่กี่ครั้ง ก่อนเปลี่ยนเป็นประตูได้ ผิดกับของเราที่เคาะบอลกันไปมาก่อนจะมาเสียในจังหวะสุดท้าย

อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดในเกมนี้ ก็คือเรื่องฟอร์มของนักเตะไทย บางรายดูขาดความมั่นใจไม่เหมือนก่อน ออกบอลแต่ละทีนี่เล่นเอาลุ้นเหนื่อย หรือภาษาบ้านๆก็คือฟอร์มไม่ดีนั่นเอง แต่ยังคงได้รับโอกาส ซึ่งเรื่องนี้ขัดใจบรรดาแฟนบอลมาอย่างต่อเนื่อง และดูทีท่าจะเป็นแบบนี้ต่อไป
คำถามคือ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เฮดโค้ชใหญ่ทีมชาติไทย ทำไมไม่ให้โอกาสนักเตะที่กำลังโชว์ผลงานได้ดีในเกมลีกมาติดทีม หลายคนโดดเด่นขึ้นมา แต่ไม่ได้รับการเหลียวแล ขณะที่นักเตะคู่บารมีหลายรายที่ระดับสโมสรแม้จะเป็นเพียงแค่ตัวสำรอง ลงบ้างไม่ลงบ้าง ยังคงมีชื่อติดทีมอยู่เสมอ

ผิดกับหลายๆชาติที่เลือกผู้เล่นเข้ามาติดทีมด้วยตัวผู้เล่นที่ดีที่สุดในเวลานั้นๆ ตัวอย่างที่เด่นชัดคือคู่แข่งร่วมกลุ่มอย่าง “ซามูไรบลู” ญี่ปุ่น ที่ตัดสินใจดร็อป เคสุเกะ ฮอนดะ และ ชินจิ โอคาซากิ สองสตาร์ดังที่แม้จะค้าแข้งอยู่ในเวทียุโรป แต่เมื่อฟอร์มไม่ดีก็ต้องหลุด ในเกมบุกไปเอาชนะ ยูเออี 2-0 เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา

แถมนักเตะที่ได้รับโอกาสแทนอย่าง ยูยะ คุโบะ กองหน้าดาวรุ่งที่กำลังฟอร์มฮอต ซัดไป 5 ประตู จาก 7 นัด กับ เกนท์ ต้นสังกัดในลีกเบลเยียม รวมถึง ยาสุยูกิ คอนโนะ กองกลางจอมเก๋าของ กัมบะ โอซาก้า ที่หลุดทีมชาติไปนานร่วมปี แต่เมื่อโชว์ฟอร์มกับต้นสังกัดดีก็ถูกเรียกตัวมาติด ต่างทำประตูได้ในเกมนี้ทั้งคู่
ใช่ครับ! มันบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า ฟุตบอลต้องอยู่กับปัจจุบัน ใครเล่นดี ฟอร์มดี ต้องเรียกมาติด ใครเล่นไม่ดี ฟอร์มตก ควรพัก ถามว่า “ซิโก้” ผิดมั้ย? ที่ไม่คิดเหมือนคนอื่น ตอบเลยไม่ผิดครับ ถ้าผลงานมันออกมาดีกว่าที่เป็นอยู่

แต่ ณ ปัจจุบัน ผ่านไปแล้ว 6 เกม เรามีแต้มเดียว ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องกล้าเปลี่ยน ไม่ใช่ยึดติดกับคำว่า “นักเตะเล่นเข้ากับระบบ” แต่พอลงสนามจริงไม่สามารถเค้นศักยภาพออกมาได้เต็มที่อย่างที่เคยเป็น

ซึ่งดูแล้ว หากไม่มีการปรับเปลี่ยน ปล่อยให้ระบบแบบนี้ดำเนินต่อไป เมื่อผลงานไม่ดีต่อเนื่อง บางทีมันอาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนโค้ช