2 พี่น้องปาระเบิดคู่อริกลางงานฝังลูกนิมิต ทำชาวบ้านตายคาวัด 4 ศพ

2 พี่น้องปาระเบิดคู่อริกลางงานฝังลูกนิมิต ทำชาวบ้านตายคาวัด 4 ศพเมื่อเวลา 01.00 น. ร.ต.อ.ธเนศ ศรีสงคราม รองสาร(สอบสวน) สภ.สนาม ชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา รับแจ้งเกิดเหตุทะเลาะวิวาทและปาระเบิดใส่กันมีผู้เสียชีวิตและ ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก บริเวณลานด้านข้างเวทีรำวงภายในงานปิดทองฝังลูกนิมิต วัดอัมพวัน หรือวัดก.ม.7 ริมถนนสายสนาม ชัยเขต-ท่าตะเกียบ หมู่ 6 ต.ลาดกระทิง อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.เผ่าภากร รามนุช ผกก.สภ.สนามชัยเขต ร.ต.อ.บรรทม รามพัด รอง สวป. และตำรวจฝ่ายสืบสวน

ที่เกิดเหตุบริเวณลานวัดด้านหน้าอาคารเรียนโรงเรียนวัดก.ม.7 พบโต๊ะเก้าอี้ล้มระเน ระนาด กองเลือดกระจายอยู่บนพื้นคอนกรีตจำนวนมาก และพบหลุมระเบิดขนาดกว้างประมาณ 20 ซ.ม. ลึกประมาณ 55 ซ.ม. แรงระเบิดยังทำให้รถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ ถูกสะเก็ดระเบิดเสียหาย 1 คัน ส่วนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บชาวบ้านช่วยกันลำเลียงส่ง โรงพยาบาลสนามชัยเขตไปก่อนแล้วรวม 9 ราย โดยผู้เสียชีวิตมี 4 ราย ประกอบด้วย ผู้ได้รับบาดเจ็บมี 5 ราย

จากการสอบสวน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ให้การว่าก่อนเกิดเหตุที่วัดได้จัดงานบุญปิดทองฝังลูกนิมิตโบสถ์หลังใหม่ที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จ โดยจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 26-30 ม.ค.นี้ ในงานมีเพียงการละเล่นรำวงแบบพื้นบ้านที่เป็นการรื่นเริงเพียงเท่านั้น และงานคืนนี้ได้เลิกไปตั้งแต่เวลา 23.30 น. แต่ยังคงมีกลุ่มวัยรุ่น 2 กลุ่มนั่งอยู่ภายในวัดก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ปาระเบิดขึ้น

ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน ตำรวจหน่วยเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด และเจ้าหน้าที่ทหาร ร่วมกันเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ จากการตรวจสอบพบกระเดื่องระเบิดตกอยู่ห่างจากหลุมระเบิดประมาณ 23 เมตร โดยเป็นกระเดื่องระเบิดชนิดเอ็ม 67 เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

หลังเกิดเหตุตำรวจได้สอบพยานที่เห็นเหตุการณ์ไปแล้ว 5 ปาก และได้ขออนุมัติออกหมายจับ นายอนุรักษ์ หรือหมู อายุ 24 ปี กับนายอนุสรณ์ หรือตี๋ อายุ 31 ปี สองพี่น้องผู้ก่อเหตุขว้างระเบิด ซึ่งทั้ง 2 คนเป็นพี่น้องกันโดยเป็นคนพื้นที่ อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ตายเป็นคนในพื้นที่ หลังจากงานวัดเลิกแล้วได้นั่งจับกลุ่มดื่มสุราและคุยกันอยู่บริเวณด้านข้างเวทีรำวงย้อนยุค รวมทั้งกลุ่มมือระเบิด ด้วยที่มีอยู่ 4 คน จากนั้นเกิดมีการท้าทายกันขึ้น ทำให้กลุ่มคนร้ายเดินไปกลับที่รถเก๋งหยิบระเบิดเดินกลับมาปาใส่ ขณะนี้รู้ตัวผู้ก่อเหตุทั้งหมดแล้วโดยเฉพาะมือระเบิดนั้นพบว่ามีประวัติโชกโชนเคยต้องคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนและวัตถุระเบิดในท้องที่จ.สมุทรปราการ หลายคดีและเคยถูกจำคุกมาแล้วถึง 20 ครั้ง เพิ่งถูกปล่อยตัวออกมาได้ไม่นานและยังมีคดีเกี่ยวกับยาเสพติดในท้องที่สภ.ท่าตะเกียบ แต่อยู่ระหว่างประกันตัวสู้คดี

ล่าสุด (30 ม.ค.) ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุตามหมายจับได้แล้วขณะหลบหนีไปอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดชลบุรี จากการสอบสวนเบื้องต้นนายอนุรักษ์ยอมรับเป็นคนโยนระเบิดใส่กลุ่มคู่อริและนายอนุสรณ์เป็นคนขับรถพาหลบหนีโดยอ้างว่ากลุ่มคู่อริที่นั่งวงดื่มสุรากันอยู่ซึ่งเป็นเจ้าถิ่นได้ตะโกนพูดจาแซวกลุ่มของตนและเกิดความไม่พอใจก่อนก่อนไปนำระเบิดที่ซุกซ่อนไว้กลับมาโยนใส่ชำระแค้น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำตัวผู้ก่อเหตุไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในช่วงบ่ายของวันนี้

ซิ่งเก๋งหลับในชนท้าย 4 คันรวดบาดเจ็บ 18 ราย

ซิ่งเก๋งหลับในชนท้าย 4 คันรวดบาดเจ็บ 18 รายเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนท้าย 4 คันรวด บริเวณถนนมุกดาหาร นครพนม สีแยกไฟแดง บ้านโคกสูง ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร สาเหตุเกิดจากรถยนต์ต้นเรื่องหลับใน บาดเจ็บกว่า 18 ราย โชคดีไม่มีผู้เสียชีวิต

เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีมีอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันหลายคัน ทำให้การจราจรติดขัดเป็นทางยาว โดยเหตุเกิดตรงสีแยกไฟแดงบ้านโคกสูง หลังรับแจ้งจึงได้ประสานไปยังกู้ชีพมูลนิธิธงแดง เจ้าหน้าแพทย์โรงพยาบาลมุกดาหาร เดินทางไปที่เกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะรถยนต์เก๋ง รวมทั้งสิ้น 4 คัน ชนท้ายกันเป็นทางยาว มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนวนมาก แต่โชคดีไม่มีผู้เสียชีวิต

ส่วนสาเหตุเกิดจากรถเก๋งสีดำ ยี่ห้อเบนซ์ ทะเบียน ฉช 6715 กรุงเทพฯลฯ มีนายสุรัติ วิภักดิ์ อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นผู้อำนวยศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน เป็นคนขับ ได้รับบาดเจ็บสาหัสเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลมุกดาหาร ซึ่งสภาพรถนั้นพังยับ ได้วิ่งมาด้วยความเร็วสูงชนเข้าท้ายรถกระบะสีบอร์นทอง ทะบียน บญ 277 สกลนคร มีนายประสิทธิ ลืออำนาจ เป็นคนขับ และมีผู้โดยสารซึ่งเป็นญาติกัน นั่งอยู่หลังกระบะอีก 17 คน โดยผู้โดยสารทั้งหมดได้รับบาดเจ็บทั้งหมด และบาดเจ็บสาหัส 3 ราย เจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลมุกดาหาร

สภาพรถรถทั้งด้านหลังและด้านหน้าพังยับ เนื่องจากถูกรถเบนซ์ชนเข้าอย่างแรง จากนั้นรถกระบะของนายประสิทธิ ลืออำนาจ ก็พุ่งไปชนรถเก๋งสีดำทะเบียน กง 6979 มุกดาหาร ที่จอดอยู่ด้านหน้า แล้วรถเก๋งสีดำ ก็พุ่งไปชนท้ายรถแวนสีบรอ์นทะเบียน กต 6941 กระบี่ ที่จอดติดไฟแดงอยู่หน้าอีก ทำให้รถได้รับความเสียหาย แต่ผู้โดยสารและคนขับทั้ง 2 คันได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

จากการสอบถาม นายประสิทธิ ลืออำนาจ คนขับรถกระบะคันที่ถูกชนท้าย เล่าว่า ตนเองและบรรดาญาติรวม 17 คน กำลังจะไปเยี่ยมญาติที่นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลมุกดาหาร พอถึงสี่แยกไฟแดงบ้านโคกสูง รถได้จอดติดไฟแดง แล้วจู่ๆ ก็มีรถมาชนเข้าที่ด้านหลังรถอย่างแรง เป็นเหตุให้ญาติทั่ง 17 คน ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด

เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเมืองมุกดาหารได้เก็บหลักฐานและข้อมูลที่เกิดเหตุ เบื้องต้นคาดว่า รถยนต์เบนซ์ ทะเบียน ฉช 6715 กรุงเทพฯลฯ ที่นายสุรัติ วิภักดิ์ ได้วิ่งมาด้วยความเร็ว เมื่อมาถึงสีแยกซึ่งเป็นสัญญาณไฟแดง เกิดอาการหลับในกะทันหัน จึงได้พุ่งชนท้ายรถยนต์เก๋ง รถยนต์กระบะที่จอดติดไฟแดง

เนื่องจากในที่เกิดเหตุ ไม่มีร่องรอยการเบรกรถ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการตรวจวัดระดับแอลกอล์ฮอล กับนายนายสุรัติ วิภักดิ์และหาสาเหตุการเกิดอุบติเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง

3 นักเรียนหญิงซ้อนจยย. กลับจาก รพ.ถูกรถพ่วง 22 ล้อขยี้ดับหมู่

3 นักเรียนหญิงซ้อนจยย. กลับจาก รพ.ถูกรถพ่วง 22 ล้อขยี้ดับหมู่(28 ม.ค.) เวลา 10.45 น. พ.ต.ท.สุริยา โพธิ์ชาเนตร รอง ผกก.สอบสวน สภ.หนองหาน จ.อุดรธานี ออกสอบสวนอุบัติเหตุบนถนนนิตโย ขาเข้าเมืองอุดรธานี กม.ที่ 29 บริเวณตรงข้ามปั้มพีที ม.8 บ.ดงโพนยอ ต.หนองหาน อ.หนองหาน จ.อุดรธานี

พร้อมกับแพทย์เวร และหน่วยกู้ภัยทางหลวง รถบรรทุกพ่วง ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หัวรถทะเบียน 83-6686 อุดรธานี ตัวพ่วงทะเบียน 83-6687 อุดรธานี ของ บริษัท เมก้า โปรคอนกรีต ล้อหน้าซ้ายตัวพ่วงทับรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ. ทะเบียน 1กณ 2773 อุดรธานี สภาพแหลกเหลว จอดอยู่ริมถนน

ใกล้กันพบผู้เสียชีวิต 3 ราย เป็นผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถ จยย. ทั้งหมดเป็นนักเรียนชั้น ม.3 รร.นิคมหนองตาล จากบ้านดอนบาก ต.โพนงาม อ.หนองหาน ประกอบด้วย 1.น.ส.จันทิมา อายุ 16 ปี 2.น.ส.แคทรียา อายุ 16 ปี และ 3.น.ส.ปิยะพร อายุ 15 ปี ส่วน นายอุดร อายุ 34 ปี ผู้ขับขี่รถบรรทุกพ่วง รอเจ้าหน้าที่อยู่ที่เกิดเหตุ

ตำรวจเผยผลการสอบสวนระบุว่า รถบรรทุกพ่วงที่ขับขี่โดยนายอุดร ขับมาในเลนซ้ายมุ่งหน้าเข้าเมืองอุดรธานี ได้ขี่แซงรถสกายแลปที่วิ่งอยู่บนไหล่ทางด้านซ้าย เป็นจังหวะที่รถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ที่ขี่ซ้อนกันมา 3 คน กลับจากพา น.ส.จันทิมาไปหมอที่โรงพยาบาลหนองหาน เพื่อกลับบ้าน ได้แซงรถสกายแลปซ้อนขึ้นมาพอดี ทำให้ตัวพ่วงรถบรรทุกชนล้มลง ล้อหน้าซ้ายตัวพ่วงทับรถ จยย.และทั้ง 3 คน อย่างจัง ส่งผลให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารทั้ง 3 คน เสียชีวิตทันที

เปิดคำสารภาพ หนุ่มใหญ่หึงโหดทุบหัวแม่ม่ายดับ

เปิดคำสารภาพ หนุ่มใหญ่หึงโหดทุบหัวแม่ม่ายดับ(25 ม.ค.) เมื่อเวลา 16.00 น. มีการแถลงข่าวการจับกุมตัวนายจันทา หรือ น้อย อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาฆ่า นางประวีณา หรือ นก อายุ 35 ปี พร้อมของกลางท่อนไม้ยูคาลิปตัส ความยาวประมาณ 1 เมตร 80 เซนติเมตร โทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาและผู้ตาย เสื้อผ้าของผู้ต้องหาที่นำไปซักเพื่อทำลายหลักฐาน โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ที่บริเวณทุ่งนาบ้านสว่าง ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 17.00 น. นางประวีณา หรือ นก ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ยามาฮ่า ฟีโน่ สีขาวฟ้า หมายเลขทะเบียน ขงจ 255 กส. ซึ่งมี เด็กหญิงอภิญญา อายุ 4 ปี นั่งโดยสารมาด้วย ได้เดินทางไปยังบ้านพักของ นายเดชา อายุ 53 ปี ซึ่งเปิดเป็นร้านปะยางรถยนต์ ซึ่งรู้จักกันโดยได้มาดื่มเบียร์ที่ร้านนี้อยู่เป็นประจำ

วันเกิดเหตุได้นำเด็กหญิงอภิญญา มาฝากไว้กับนายเดชา จากนั้นนางประวีณาก็ได้ขับขี่จักรยานยนต์ลงไปดูที่นาของตน ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับร้านนายเดชา สักครู่นางประวีณาก็ได้ขับจักรยานยนต์กลับมาที่ร้านนายเดชา และได้ร่วมดื่มเบียร์กับเพื่อนหญิง

ต่อมานายจันทา หรือ น้อย ผู้ต้องหา ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีส้ม ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน มาที่ร้านปะยาง และก็ได้มีปากเสียงกัน ก่อนที่ผู้ต้องหาจะได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ออกไปดักรอผู้ตาย ที่บริเวณทางเข้าบ้านสว่าง หมู่ 9 ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์

เมื่อเห็นนางปวีณา หรือ นก ขับรถมาพร้อมลูกสาวมาที่เกิดเหตุ จึงได้ใช้ไม้ท่อนกลม ความยาวประมาณ 1 เมตร 80 เซนติเมตร ตีเข้าที่บริเวณใบหน้าอย่างจัง ทำให้นางปวีณาพร้อมลูกสาวล้มลง จากนั้นก็ได้ลากตัวนางปวีณาไปที่บริเวณข้างคลอง พร้อมกับเข็นรถจักรยานยนต์ไปทิ้งลงคลอง ส่วนลูกสาวของผู้ตายที่นั่งมาด้วย ได้ตกลงไปในที่นาซึ่งมีน้ำขัง และนำโทรศัพท์ของผู้ตายไปทิ้งลงที่นา ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 800 เมตร

จากนั้นพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุจากพลเมืองดี วันที่ 25 ม.ค. เวลา 05.00 น. ชุดจับกุมจึงได้วางแผนจับกุมผู้ต้องหาได้ในวันเดียวกันและเมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่จึงสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้

โดยผู้ต้องหารับสารภาพ พร้อมให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า ตนและผู้ตายได้ชอบพอกันมาได้ระยะหนึ่ง ในวันเกิดเหตุได้มีปากเสียงกันส่วนผู้ตายได้ด่าถึงบุพการีของตน ตนจึงเกิดความโกรธแค้นจึงได้ดักรอผู้ตายขับรถมา

จากนั้นก็ได้นำไม้ยูคาลิปตัสที่อยู่ตรงนั้นฟาดเข้าที่ใบหน้าผู้ตายอย่างแรง และถูกศีรษะลูกสาวของผู้ตายด้วย ตนจึงรีบลากผู้ตายและจักรยานยนต์ไปไว้ริมคลอง ส่วนเด็กได้ตกลงไปทุ่งนา ตนจึงได้รีบวิ่งหนีไปและนำเสื้อผ้าไปซักเพื่อทำลายหลักฐาน โดยวันนี้ตนยังได้มาเฝ้าดูสังเกตการณ์แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่นำหลักฐานมาทำการจับกุมได้ดังกล่าว

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่จะทำการนำผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

ผอ.เขตพระนคร เสียชีวิตแล้ว หลังวูบตอนออกกำลังกายวันพุธ

ผอ.เขตพระนคร เสียชีวิตแล้ว หลังวูบตอนออกกำลังกายวันพุธผู้อำนวยการเขตพระนคร เสียชีวิตลงอย่างสงบ หลังเกิดอาการวูบหมดสติ ขณะนำข้าราชการออกกำลังกายหลังเลิกงานวันพุธ พบอาการหัวใจวาย

ความคืบหน้ากรณี นายประเมิน ไกรรส ผู้อำนวยการเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีอาการล้มวูบหมดสติลงไป เมื่อวานนี้ (25 ม.ค.) หลังจากที่นำข้าราชการและลูกจ้างเขตพระนคร ออกกำลังกายตามนโยบายออกกำลังกายทุกเย็นวันพุธ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ล่าสุดทางโรงพยาบาลวชิรพยาบาลได้แจ้งว่า นายประเมิน ได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบ หลังจากได้รับตัวเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยขั้นวิกฤตเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ โดยมีอาการหัวใจวาย เลือดหล่อเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ เนื่องจากภาวะเส้นเลือดหัวใจอุดตัน แพทย์พยายามสลายลิ่มเลือดที่อุดตัน พร้อมกับเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด สำหรับรายละเอียดการเสียชีวิตนั้น ทางทีมแพทย์จะมีการชี้แจงให้ทราบต่อไป

ขณะที่บุคคลใกล้ชิดยืนยันว่า นายประเมิน ไม่เคยมีอาการของโรคประจำตัวมาก่อน ปกติก็ยังออกกำลังกายและเล่นกีฬาได้โดยทั่วไป ซึ่งขณะที่เกิดเหตุนั้น นายประเมิน ได้ร่วมเล่นกีฬาฟุตบอลเพื่อออกำลัง กระทั่งผ่านไปราวๆ 20 นาที นายประเมินถึงมีอาการล้มวูบลงไปดังกล่าว

ป้าๆ ชาวจีนรวมตัวห่อเกี๊ยวกว่าหมื่นชิ้นในค่ายทหาร ต้อนรับตรุษจีน

ป้าๆ ชาวจีนรวมตัวห่อเกี๊ยวกว่าหมื่นชิ้นในค่ายทหาร ต้อนรับตรุษจีนสื่อประเทศจีนรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา บรรดาคุณป้า คุณอา ภรรยาทหาร และอาสาสมัครต่างๆ กว่าร้อยคนในเมืองเฮยเหอ มณฑลเฮยหลงเจียง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ที่เป็นชายแดนระหว่างประเทศจีนกับรัสเซีย ต่างมารวมตัวร่วมกันห่อเกี๊ยวกับเหล่าทหารชายแดนในค่ายทหาร ต้อนรับตรุษจีน ซึ่งห่อกันอยู่นาน 3 ชั่วโมง ได้เกี๊ยวกว่าหมื่นชิ้น

เนื่องจากเกี๊ยวที่ทำมีจำนวนมากเกิน เพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการเก็บไว้ทาน บรรดาทหารจึงช่วยกันนำเกี๊ยวนั้นไปแช่แข็ง โดยเอาไปวางผึ่งไว้กลางลานกว้าง ด้วยสภาพอากาศที่หนาวจัดอุณหภูมิต่ำถึงติดลบ 30 กว่าองศาเซลเซียส ทำให้เกี๊ยวที่ช่วยกันห่อจำนวนมากนั้นกลายเป็นเกี๊ยวแช่แข็งในเวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

ตามรายงานระบุว่า ช่วงใกล้ถึงวันตรุษจีนของทุกปี ชาวบ้านในเมืองเฮยเหอจะมารวมตัวกันที่ค่ายทหารแล้วร่วมกันห่อเกี๊ยว ทำเหนียนเยี่ยฟ่าน (年夜饭) หรืออาหารค่ำของคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ทั้งนี้ หลังจากทำเกี๊ยวเสร็จ บรรดาป้าๆ ก็จะทยอยกันไปตรวจดูเกี๊ยวที่นำไปวางแช่แข็งตามธรรมชาติ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน

ไม่น่าเลยจริงๆ ! จับหนุ่มพิการคารถเข็น โทษฐานค้ายาบ้า

หลังจากเจ้าหน้าที่สายสืบเฝ้าจับตาอยู่นาน จนมั่นใจว่า หนุ่มพิการในร้านของชำแห่งนี้ค้ายาบ้า จึงได้ทำการล่อซื้อยาจากสองคู่หูพิการ หนีไม่รอดทั้งคู่ จับได้พร้อมของกลาง

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองชัยนาทร่วมกับตำรวจ สภ.เมืองชัยนาท ติดตามเข้าจับกุมตัวนายนิด (นามสมมติ) อายุ 29 ปี ที่ร้านขายของชำภายในซอยย่าน ต.เขาท่าพระ อ.เมืองชัยนาท หลังจากที่ทำการล่อซื้อโดยค้นพบยาบ้าจำนวน 9 เม็ดซุกซ่อนอยู่ในขาเทียมข้างขวาของนายนิด และจับกุมผู้ต้องหาอีกคนในที่เดียวกัน คือนายนัน (นามสมติ) อายุ 35 ปี ชายพิการแขนขาอ่อนแรง ซึ่งเป็นผู้ขายที่สั่งให้นายนิดไปส่งยาบ้าให้กับสายสืบ ซึ่งยอมรับสารภาพว่าได้ร่วมกันขายยาบ้าให้กับวัยรุ่นในชุมชนมาหลายเดือนแล้ว

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ได้ให้สายสืบเฝ้าติดตามพฤติกรรมของชายพิการทั้งสองคนมาประมาณ 3 เดือน จนเป็นที่แน่ชัด จึงได้ทำการล่อซื้อยาบ้าจากนายนัน โดยนัดส่งมอบกันในวันนี้ เมื่อถึงเวลานัดก็พบว่านายนิด เพื่อนร่วมขบวนการเป็นผู้มาส่งยาบ้า เจ้าหน้าที่จึงสะกดรอยตามมาจนจับตัวได้ทั้งคู่

ซึ่งในการจับกุมครั้งนี้ได้สร้างความทุลักทุเลให้กับเจ้าหน้าที่พอสมควร เพราะนายนันเป็นผู้พิการที่ต้องนั่งรถเข็นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ในการนำตัวไปส่งพนักงานสอบสวนต้องช่วยกันหามถึง 4 คนจึงนำตัวขึ้นรถได้ไม่น่าเลยจริงๆ ! จับหนุ่มพิการคารถเข็น โทษฐานค้ายาบ้า

เผาแล้ว! ศพทอมสาวโดนอุ้มฆ่า ท่ามกลางความโศกเศร้าอาลัย

เผาแล้ว! ศพทอมสาวโดนอุ้มฆ่า ท่ามกลางความโศกเศร้าอาลัยครอบครัว น.ส.สุภัคสรณ์ สาวทอมโดนอุ้มฆ่า ร้องไห้เสียใจหนักในวันฌาปนกิจ น้องชายบวชอุทิศส่วนกุศล ด้านเพื่อนเผยทอมสาวเข้าฝันขอให้ร้องเพลง “แผลเก่า”

จากกรณีที่ น.ส.สุภัคสรณ์ พลไธสง หรือหญิง สาวทอมถูกอุ้มฆ่าฝังดิน จากปมเรื่องชู้สาวกับ น.ส.กรรณิกา กรุมรัมย์ โดยมี พ.ต.อ. อำนวย พงษ์สวัสดิ์ ผกก.สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เป็นผู้จ้างวานและบงการฆ่า ส่วนศพของผู้ตายนั้น นายบุญชู พลไธสง และนางสมพิศ ตรัยจันทร์แดง ผู้เป็นบิดา-มารดา ได้มารับไปเพื่อบำเพ็ญกุศลยัง วัดคลองเจริญบุญ บ้านคลองอีแตก อ.เมือง จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560

เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 16 มกราคม 2560 ซึ่งเป็นวันกำหนดฌาปนกิจศพ น.ส.สุภัคสรณ์ นั้น มีนายฐานิสร์ เทียนทอง อดีต รมช.มหาดไทย เป็นประธานในพิธี ซึ่งในงานเต็มไปด้วยญาติ เพื่อนฝูง และคนรู้จัก ซึ่งน้องชายของ น.ส.สุภัคสรณ์ ได้บวชหน้าไฟให้พี่สาวเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลหลังผู้เป็นพี่ต้องจากไปโดยไม่มีวันกลับ

โดยหลังจากเคลื่อนศพ น.ส.สุภัคสรณ์ ขึ้นสู่เมรุ บรรดาเพื่อนๆ ที่ร้านอาหารอีสานหมู่เฮา ที่น้องหญิงทำงานเป็นนักร้อง สวมชุดพื้นบ้านมาร่วมเซิ้งหน้าศพ เป็นการส่งวิญญาณเพื่อนสู่สุคติด้วย อีกทั้งยังได้มีการเปิดเพลงของจินตรา พูนลาภ ซึ่งเป็นเพลงที่น้องหญิงชอบร้องในห้องอาหารด้วย

สำหรับบรรยากาศในงานศพ น.ส.สุภัคสรณ์ เต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยผู้เป็นบิดา-มารดา ต่างร่ำไห้ด้วยความคิดถึงลูกสาวตลอดเวลา ขณะเดียวกันมีการเปิดเผยจากเพื่อนสนิทผู้ตายว่า น.ส.สุภัคสรณ์ มาเข้าฝันขอให้ร้องเพลงแผลเก่าเป็นครั้งสุดท้าย แต่เนื่องจากทางญาติไม่ได้เตรียมการไว้จึงไม่มีโอกาสร้องให้ฟังในครั้งนี้

นศ.หนุ่มตกใจ เจอหมายเรียกโกงสอบนายสิบ ทั้งที่สอบตกหนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง รู้สึกตกใจหลังได้รับหมายเรียกเข้าให้ปากคำ กรณีการทุจริตสอบนายสิบ ทั้งที่สอบไม่ผ่าน ยันไม่เกี่ยวข้องใดๆ แต่ก็พร้อมจะไปให้ปากคำ

(21 ม.ค.) นายเกม (นามสมมติ) อายุ 19 ปี หนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นชาว จ.มหาสารคาม ได้ออกมาเปิดเผยภายหลังได้รับหมายเรียกจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ให้เข้าพบเพื่อให้ถ้อยคำ

จากกรณีตกเป็นผู้ต้องสงสัยในขบวนการทุจริตสอบนายสิบที่ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จากการสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ จำนวน 1,000 อัตราที่มีการจัดสอบไปเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา กระทั่งได้ตรวจพบการทุจริตในภายหลัง

นายเกม เปิดเผยว่า ทันทีที่ได้รับหมายเรียกทั้งตัวเองและครอบครัวก็รู้สึกตกใจและวิตกกังวลมาก เพราะในชีวิตไม่เคยกระทำผิดและไม่เคยได้รับหมายเรียกเลย แต่ยอมรับว่าตนเองได้สมัครเข้าสอบคัดเลือกเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจจริง โดยเข้าสอบที่สนามสอบบางนา แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตสอบอย่างแน่นอน

สำหรับที่ถูกออกหมายเรียกในครั้งนี้คาดว่าน่าจะเป็นการสุ่มเรียกตามหมายเลขผู้เข้าสอบ ซึ่งเลขที่นั่งสอบของตนเองอาจจะอยู่ใกล้กับกลุ่มที่มีการลอกข้อสอบหรือทุจริตสอบ ตนเองก็พร้อมที่จะเดินทางไปให้ถ้อยคำตามหมายเรียกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์

แต่สิ่งที่กังวลในตอนนี้ คือนอกจากจะเสียค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางไปให้ถ้อยคำแล้ว ยังกลัวว่าการถูกออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องสงสัยในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่ออนาคตทำให้ตนเองเสียสิทธิ์ในการสมัครสอบครั้งต่อไปหรือไม่ จึงอยากวอนขอความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

นายเกม ยังกล่าวด้วยว่า เหตุผลที่สมัครเข้าสอบคัดเลือกนักเรียนนายสิบตำรวจครั้งนี้ เพราะเป็นความใฝ่ฝันของตนเองและครอบครัวที่อยากจะให้เข้ารับราชการตำรวจ เพราะมองว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ประกอบกับครอบครัวมีฐานะยากจนพ่อแม่มีอาชีพค้าขายปลาทู หากลูกได้มีโอกาสเข้ารับราชการก็น่าจะมีฐานะที่มั่นคงมากขึ้น พ่อแม่จึงตัดสินใจนำเงินเก็บที่ได้จากการขายปลาทูจ่ายค่าโรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่งใน จ.มหาสารคาม จำนวน 30,000 บาท เพื่อติวเข้มทักษะความรู้ความสามารถเหมือนกับการสอบบรรจุทั่วไป

กระทั่งถึงวันสอบก็เดินทางไปสอบตามปกติ ที่สำคัญเมื่อประกาศผลสอบแล้วตนเองก็ไม่ผ่านการสอบครั้งนี้ ทั้งตามกระแสว่ามีการเรียกเงินรายละ 300,000-500,000 บาท ครอบครัวคงไม่มีปัญญาจ่ายเงินมากขนาดนั้นได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าด้วยสาเหตุอะไรจึงมีชื่อถูกออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องสงสัยให้เข้าให้ถ้อยคำ

เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจตนก็พร้อมจะเดินทางไปให้ถ้อย แต่ต้องรอหมายเรียกครั้งที่สอง เนื่องจากหมายเรียกครั้งแรก เพิ่งส่งมาถึงบ้านเมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา แต่ในหมายระบุให้เข้าให้ถ้อยคำวันที่ 4 มกราคม 2560 ซึ่งเลยกำหนดไปแล้ว ซึ่งหากได้รับหมายอีกก็จะเดินทางไปตามหมายทันที

ดราม่าว่อน ตำรวจนำขบวนเก๋งคันหรู ฝ่าไฟแดงเชียงใหม่

ดราม่าว่อน ตำรวจนำขบวนเก๋งคันหรู ฝ่าไฟแดงเชียงใหม่ตำรวจเชียงใหม่ออกโรงแจง ดราม่าวิจารณ์ยับ ตำรวจนำขบวน “แลมโบร์กินี่” ฝ่าไฟแดงเฉย ชี้เป็นการอำนวยความสะดวกนำขบวนปกติ ที่ทำตามขั้นตอน-ขออนุญาตแล้ว

เกิดกระแสดราม่าในโลกโซเชี่ยลมีเดีย กรณีตำรวจจราจรนำขบวนรถหรูซูเปอร์คาร์ “แลมโบร์กินี่” ซิ่งฝ่าไฟแดงที่เชียงใหม่ ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และตำหนิการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเป็นอย่างมาก ด้านผู้บังคับบัญชาเผยเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานตามหน้าที่ถูกต้องในการร้องขออำนวยความสะดวกการจราจรตามขั้นตอนแล้ว

จากกรณีที่มีผู้ใช้เพจทางเฟซบุ๊กชื่อ Cm-Club.com ได้โพสต์ภาพขบวนรถหรูแลมโบร์กินี่ กำลังขับฝ่าไฟแดง และมีลักษณะของทางตำรวจจราจรขับรถนำขบวน ขับรถขวางทางให้ขบวนผ่านแยกไฟแดงบริเวณถนนเลียบคลองชลประทาน ด้านหน้าทางเข้าอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พร้อมกับโพสต์ข้อความว่า “เอาทั้งรถนำขบวน ทั้งฝ่าไปแดงเลยเหรอครับ พี่ฝูงกระทิง #ขับแลมไม่ติดไฟแดง เพราะซื้อตัวช่วยก็ได้เหรอ”

หลังจากนั้นก็มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานา ทั้งต่อว่ากลุ่มเจ้าของรถหรูว่ามีเงินสามารถทำอะไรก็ได้ รวมทั้งต่อว่าการทำงานของทางจ้าหน้าที่ตำรวจที่อำนวยความสะดวกให้กับคนรวย ขณะเดียวกันก็มีกระแสตีกลับที่เข้ามาแสดงความเห็นใจเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำตามหน้าที่ ในการอำนวยความสะดวกการจราจรตามที่มีการร้องขอความช่วยเหลือไปทางตำรวจ ซึ่งเป็นปกติและถูกขั้นตอนตาม พรบ.จราจร ด้วย

ในเรื่องนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เผยว่า กรณีนี้เป็นการร้องขอมาจากทางกลุ่มผู้จัดคาราวานรถยี่ห้อดัง เพื่อมาท่องเที่ยวทางภาคเหนือ แต่ด้วยปริมาณรถที่มาร่วมงานเป็นคาราวานมีจำนวนหลายคัน จึงได้ร้องขอให้ทางตำรวจจราจรเชียงใหม่อำนวยความสะดวกการจราจรให้ เพื่อความปลอดภัยทางด้านจราจร และแก้ไขปัญหารถติดในเส้นทางที่ขบวนรถผ่าน ซึ่งก็เป็นไปตามขั้นตอนของกฏหมาย และ พรบ.จราจร ที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าตำรวจไปทำงานรับใช้คนรวย แต่ทำไปตามหน้าที่ เชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวเมืองใหญ่จะมีลักษณะของการร้องขอความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกเป็นปกติ แล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคาราวานท่องเที่ยวเป็นกลุ่ม เป็นคณะ คาราวานของการจัดงาน และสินค้าทั้งของภาครัฐ และเอกชน

รวมไปถึงกรณีของคาราวานท่องเที่ยวรถยี่ห้อต่างๆ ทั้งรถยนต์ และจักรยานยนต์ ก็มีการร้องขอให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกทางด้านการจราจร เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบด้านจราจร และความปลอดภัยทั้งของผู้ที่ร้องขอและประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขึ้นอยู่กับการพิจราณาของทางเจ้าหน้าที่ตามความเหมาะสมว่าจะดำเนินการให้หรือไม่เป็นรายๆ ไป ส่วนกรณีนี้ก็ทำถูกต้องตามขั้นตอน และผ่านการพิจราณาของเจ้าหน้าที่ จึงไม่ทราบเหตุผลของผู้โพสต์ว่าต้องการอะไร แต่หากโพสต์หมิ่นประมาทเจ้าหน้าที่ในการทำงานก็อยากให้เข้าใจว่าตำรวจทำงานรับใช้ประชาชนทุกหมู่