สลดพ่อคลั่งใช้ปืนลูกซองยาวยิงหัวลูกชายวัย 9 ขวบ เผยเพิ่งพามาอยู่ด้วย

 

 

เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 23 เมษายน 2560 พ.ต.ท.สมรภูมิ สุขโพธิ์ สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร ได้รับแจ้งเหตุมีชายคลุ้มคลั่งใช้อาวุธมีดทำร้ายตนเอง และใช้อาวุธปืนยิงลูกชายจนเสียชีวิต จึงรายงานให้ พ.ต.อ.สุระพรรณ นาทวรทัต ผกก.สภ.เมืองสมุทรสาคร พ.ต.ท.สถิตย์ คงเนียม รอง ผกก.(ป) สภ.เมืองสมุทรสาคร รับทราบ

จากนั้นจึงไปยังที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว มีรั้วรอบด้าน บ้านเลขที่ 52/222 หมู่ที่ 3 ซอยโรงหล่อ ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร พร้อมกับเจ้าหน้าที่วิทยาการ จากกองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร

บริเวณหน้าบ้านพบอาวุธปืนลูกซองยาวตกอยู่ 1 กระบอก ภายในมีปลอกกระสุนปืนคาลำกล้องอยู่ 1 ปลอก และยังพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่ามีโอ สีดำ หมายเลขทะเบียน กวท 241 สมุทรสาคร ล้มคว่ำอยู่

เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดประตูเข้าไปในบ้านก็พบหยดเลือดเป็นทางไปจนถึงบริเวณหน้าประตูห้องนอนห้องแรก และที่ในห้องครัวยังพบตู้เย็น ข้าวของ ถูกทำลายจนพังเสียหาย

ภายในห้องนอนห้องแรกนั้น พบศพเป็นเด็กผู้ชายอายุ 9 ปี สวมเสื้อสีชมพู นุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ นอนคว่ำหน้าเสียชีวิต ที่ศีรษะถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองจนสมองแตกกระจาย ทราบชื่อคือ เด็กชายอนุรักษ์ หรือน้องฟลุค ขันจำนงค์ อายุ 9 ปี

นอกจากนี้ยังพบปลอกกระสุนปืนลูกซองยาว 1 ปลอก ขวดเหล้าขาวที่ยังมีเหล้าเหลืออยู่อีก 1 ขวด และ กับข้าว 2 อย่าง อีกทั้งยังมีการเปิดโทรทัศน์ กับพัดลมทิ้งไว้ด้วย

ต่อมาทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายขุนทอง ขันจำนงค์ อายุ 36 ปี มีอาชีพเป็นช่างอยู่ในอู่ทำเรือประมง และเป็นพ่อแท้ๆ ของเด็กที่เสียชีวิต ซึ่งหลังก่อเหตุได้ออกไปอยู่หน้าบ้านแล้วพยายามใช้มีดปลอกผลไม้แทงตัวเองที่บริเวณหน้าอก กระทั่งดาบตำรวจมานพ วงษ์นารี เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำหน่วยบริการสาครธานี พบกับผู้ต้องหา จึงควบคุมตัวไปสงบสติอารมณ์ที่ สภ.เมืองสมุทรสาครก่อนหน้านี้แล้ว

ด้าน ด.ต.มานพเล่าว่า ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีเหตุทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นที่บ้านหลังดังกล่าว เมื่อมาถึงก็พบกับนายขุนทองใช้มีดปลอกผลไม้แทงที่บริเวณหน้าอกตนเองอย่างคนเสียสติ จึงได้เข้าเตะมีดที่มือทิ้ง จากนั้นก็พยายามพูดจาปลอบนายขุนทองให้ใจเย็นๆ จนกระทั่งผู้ต้องหาพอควบคุมสติได้ ก็ยื่นมือมาให้แล้วบอกให้ใส่กุญแจมือจับเข้าคุกเลย เพราะได้ก่อเหตุฆ่าลูกชายในห้องนอน

ญาติของนายขุนทองที่พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน เล่าว่า นายขุนทองเป็นคนที่ค่อนข้างขี้โมโหและมีอารมณ์แปรปรวน เวลาโมโหก็จะมีอารมณ์รุนแรง มีอาชีพเป็นช่างอยู่ในอู่ทำเรือประมง โดยได้พักอาศัยอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุพร้อมกับแม่ของนายขุนทอง และญาติพี่น้องกับหลานๆ รวมทั้งหมด 9 คน

ขณะเกิดเหตุภายในบ้านมีเพียงแม่ของนายขุนทองที่อายุมากแล้ว กับหลานๆ อีก 3 คน และนายขุนทอง กับ ลูกชายที่เสียชีวิตเท่านั้น ส่วนคนอื่นออกไปทำงานยังไม่กลับเข้ามา

ลูกชายคนนี้เป็นคนเล็ก ปกติจะอยู่กับแม่ที่จังหวัดลำปาง แต่นายขุนทองเพิ่งจะไปรับลงมาอยู่ด้วยได้ประมาณครึ่งเดือน ส่วนภรรยาไม่ได้กลับมาที่บ้านนี้นานเกือบปีแล้ว

ในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา นายขุนทองแสดงอาการเครียดเรื่องที่ภรรยาไม่ยอมกลับมาอยู่ด้วย จึงดื่มแต่เหล้า ไม่ยอมออกไปทำงาน แต่พี่ๆ น้องๆ ไม่มีใครกล้าว่า ซึ่งก็ไม่คิดว่านายขุนทองจะเครียดจนเกิดอาการคลุ้มคลั่งใช้ปืนยิงลูกชายตัวเองเสียชีวิตแบบนี้

ทั้งนี้ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะได้สอบปากคำนายขุนทอง ขันจำนงค์ หลังจากที่สามารถควบคุมสติอารมณ์ให้อยู่ในภาวะปกติได้แล้ว และจะได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หนุ่มเมาซิ่งปิกอัพพุ่งเสยร้านข้าวแกงพังยับ แม่ค้าหวิดดับถูกอัดติดถังแก๊สหัวแตก

 

 

ร.ต.อ.นพดล ไม้งาม รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองพิษณุโลก รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถชนร้านขายข้าวแกง จนพังเสียหายมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ที่บริเวณแยกโรงเตา ถ.บึงพระจันทร์ หมู่ 4 ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัย

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะมิตซูบิชิ สีเทา หมายเลขทะเบียน บฉ 77 พิษณุโลก พุ่งชนร้านค้าขายข้าวแกง ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสภาพพังเสียหาย นอกจากนั้นมีแม่ค้าได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ทราบชื่อคือชื่อนางสุพิตรา เวชสรรค์ เนื่องจากรถกระบะคันดังกล่าวพุ่งชนอัดกับสิ่งของในร้านค้า จนทำให้ศีรษะแตก เจ้าหน้าที่เร่งนำส่งโรงพยาบาลทันที ส่วนคนขับรถกระบะดังกล่าว ทราบชื่อนายกิตติพงษ์ คำประสงค์ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 401 ถนนสีหราชเดโชชัย ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก อยู่ในอาการมืนเมาและที่ศีรษะมีบาดแผลแตก

จากการสอบถามแม่ค้าที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า กระบะคันดังกล่าวขับมาด้วยความเร็ว และขับส่ายไปมา จากนั้นก็พุ่งชนร้านข้าวแกงจนพังยับเยิน และนางสุพิตราถูกชนไปติดอยู่กับถังแก๊สได้รับบาดเจ็บ โชคดีที่ระหว่างเกิดเหตุยังไม่มีลูกค้ามาซื้อของมากนัก ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายอย่างแน่นอน

จากการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจ เบื้องต้นคาดว่านายกิตติพงษ์ คงไปดื่มเหล้ามากับเพื่อนๆ จนเมา ก่อนขับขี่รถมาด้วยความเร็วแล้วเสียหลักพุ่งชนร้านค้าดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้นำไปตรวจวัดแอลกอฮอล์เกินกว่ากฎหมายกำหนด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

เตือนชาวสวนยาง ระวังกรดฟอร์มิกปลอม ทำยางเสียหาย และเป็นอันตรายกับตัวเกษตรกร

 

 

นางปรีดิ์เปรม ทัศนกุล นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. มีการรณรงค์และสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยาง หันมาใช้กรดฟอร์มิกแทนกรดซัลฟิวริกมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นสารอินทรีย์ที่สลายตัวง่าย ไม่มีผลตกค้างในยางและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรสามารถผลิตยางที่มีคุณภาพดี ขายได้ราคา ทำให้ที่ผ่านมาเกษตรกรตระหนักและหันมาใช้กรดฟอร์มิกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในตลาดที่ผลิตและขายสารจับตัวยางบางราย มีการผลิตสารจับตัวยางที่มีส่วนผสมของซัลเฟตและเกลือคลอไรด์เพื่อช่วยให้ยางจับตัวเร็ว และมีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ทำให้เกษตรกรเกิดความเข้าใจผิด และนำมาใช้จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อทั้งคุณภาพยาง และสุขภาพของเกษตรกร

ซึ่งจากการลงพื้นที่สุ่มเก็บตัวอย่างสารจับตัวยางในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวม 22 ตัวอย่าง พบว่า มีเพียง 1 ตัวอย่างเท่านั้นที่เป็นกรดฟอร์มิกแท้ความเข้มข้น 94% ตรงตามที่ระบุในฉลาก

ส่วนอีก 8 ตัวอย่าง เป็นกรดฟอร์มิกที่มีความเข้มข้นไม่เป็นไปตามที่ระบุบนฉลาก มีความเข้มข้นเพียง 17.89-82.92 เท่านั้น และอีก 7 ตัวอย่าง ที่เป็นกรดซัลฟิวริกพบระดับความเข้มข้นระหว่าง 36.17-99.74 โดยที่บนฉลากจะตั้งชื่อทางการค้าเป็นชื่ออื่นทั้งหมด และยังมีอีก 5 ตัวอย่าง เป็นกรดฟอร์มิกผสมแคลเซียมคลอไรด์ และกรดซัลฟิวริกผสมแคลเซียมคลอไรด์ และที่เหลืออีก 1 ตัวอย่างเป็นแคลเซียมคลอไรด์ล้วนๆ ที่มีความเข้มข้นสูงถึง 36.78%

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบปริมาณโลหะ ทั้งกรดฟอร์มิกปลอมและกรดอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุชนิดของสารเคมี พบโลหะธาตุของแคลเซียมตั้งแต่ระดับ 0.17-5,340 ppm แมกนีเซียมระหว่าง 0.11-49.28 ppm ธาตุเหล็ก 0.02-0.53 ppm และทองแดงน้อยกว่า 0.01ppm ซึ่งจากการศึกษาพบว่า หากน้ำยางมีปริมาณแคลเซียมเกิน 500 ppm ขึ้นไป จะทำให้ยางขาดความยืดหยุ่น มีความหนืดต่ำ และมีความชื้นสูง ซึ่งปริมาณโลหะธาตุที่อยู่ในน้ำยางจะส่งผลต่อรอยตำหนิ เป็นรอยแตกที่เกิดขึ้นบนผลิตภัณฑ์ได้ทำให้แรงรับน้ำหนักบริเวณนั้นเสียไป

โดยประเด็นสำคัญคือ เกษตรกรไม่สามารถแยกแยะได้ว่าขวดไหนเป็นกรดฟอร์มิกจริง ขวดไหนเป็นกรดฟอร์มิกปลอม ทำให้สร้างความสับสนให้เกษตรกร อีกทั้งมีการแจ้งจากกลุ่มเกษตรกรบางรายที่ใช้กรดฟอร์มิกปลอมดังกล่าว พบว่าเกิดผลกระทบต่อผิวหนังอย่างรุนแรง เป็นแผลลึกเข้าไปในเนื้อ สร้างความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตของชาวสวนยางอีกด้วย

นางปรีดิ์เปรม กล่าวย้ำว่า จากผลการศึกษาครั้งนี้ นอกจากส่งผลกระทบต่อชาวสวนยางแล้ว ยังเข้าข่ายการหลอกลวงผู้บริโภค และส่งผลในภาพรวมที่เสียหายต่อประเทศชาติ เพราะผลผลิตยางทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปีที่ผ่านมา มีปริมาณยางประมาณ 636,531 ตัน และจากการใช้กรดปลอมทำให้ยางไม่ได้มาตรฐานกว่า 50% ซึ่งเป็นความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศผู้ส่งออกยางที่มีคุณภาพประเทศหนึ่งของโลก และเป็นความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้

อย่างไรก็ตาม กยท. จะดำเนินการตรวจสอบคุณภาพสารจับตัวยางเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตอาจมีมาตรกรในการควบคุมสารจับตัวยางทุกชนิดในเชิงการค้า ซึ่งอาจจะต้องหารือร่วมกับหลายๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ผู้ผลิตและจำหน่ายขึ้นทะเบียนกับ กยท. เพื่อทำการควบคุมคุณภาพยางในอนาคต

ชาวบ้านแห่ตักบ่อน้ำดำ หลัง สสจ. ชี้มีสารซัลเฟอร์ช่วยรักษาโรคผิวหนัง แต่อีโคไล เกินมาตรฐาน

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวกรณีที่มีการแชร์ในเฟซบุ๊กและเป็นที่สนใจของประชาชนในพื้นที่ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เกิดเหตุประหลาดในพื้นที่บ้านไอร์กาแซ ม.6 ต.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร ที่น้ำในบ่อกลายเป็นสีดำเมื่อดักมาเก็บไว้สักพัก น้ำดังกล่าวจะใสสะอาด จึงทำให้ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์สามารถนำมารักษาโรคต่างๆได้ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ อ.ศรีสาครและใกล้เคียงจึงได้แห่เดินทางมาตักน้ำกลับบ้านกันเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. นพ.สมหมาย บุญเกลี้ยง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส นพ.ประมวล ทองอินทราช ผอ.โรงพยาบาลศรีสาคร และคณะ ได้เดินทางไปตรวจสอบบ่อน้ำดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะคล้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้าจำนวน 2 บ่อ บ่อแรกมี ขนาดยาว 3 เมตร กว้าง 1 เมตร ลึกประมาณ 15 ซ.ม. บ่อที่ 2 ซึ่งห่างเล็กน้อย มีขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ลึกประมาณ 15 ซ.ม.ตั้งอยู่ภายในสวนยางพารา ซึ่งน้ำในบ่อมีสีดำคล้ายกับน้ำต้มปลาหมึก มีชาวบ้านเป็นจำนวนมากได้เดินทางมาตักน้ำในบ่อ บรรจุใส่ในภาชนะชนิดต่างๆ เพื่อนำกลับไปบ้านพักโดยเฉพาะการนำไปรักษาโรคต่างๆตามความเชื่อ โดยชาวบ้านได้ร่วมกันนำผ้าเต้นท์มากันเป็นมุมสามเหลี่ยม เพื่อใช้เป็นสถานที่นำน้ำในบ่อมาอาบ จนบรรยากาศกลายสภาพเหมือนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของ อ.ศรีสาคร จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่า บ่อน้ำดังกล่าวได้เกิดขึ้นมานานกว่า 30 ปีแล้ว และมีตาน้ำพุดขึ้นมาตลอดเวลาทำให้น้ำในบ่อไม่มีวันแห้ง

นพ.สมหมาย บุญเกลี้ยง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า แนะนำให้ใช้น้ำในบ่อนี้ภายนอกดีกว่า คือ ให้ต้มให้เดือดก่อนกิน 100 เซสเซียส ในน้ำจะมีในเรื่องของอีโคไลซึ่งเป็นแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ของสัตว์และคน ซึ่งตัวนี้เสี่ยงให้เกิดท้องเสีย ซึ่งตัวนี้จะปนเปื้อนอยู่ในอุจจาระของคนและสัตว์ ถ้าเราดูคุณภาพของน้ำไอ้ตัวนี้ถ้าเจอเราถือว่าไม่ได้มาตรฐาน ห้ามปล่อยลงสู่คลองสาธารณะจะต้องบำบัดให้เรียบร้อยก่อนซึ่งเป็นหลักการของสาธารณสุข

“เมื่อวานเราได้มีโอกาสส่งน้ำไปตรวจพบมีธาตุเหล็ก หรือ ซัลเฟอร์ สารตัวนี้มันเกิดจากแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ของใบพืชสะสมอยู่ ตัวมันก็ออกมาทำปฏิกิริยาซึ่งกันและกัน ก็ทำให้เกิดเป็นตะกอนสีดำขึ้นมา ตัวนี้เป็นตะกอนหนักสังเกตดูหากใครตักน้ำไปตั้งไว้ค้างคืน ตัวตะกอนมันจะแยกออกมาใสกับดำ ตัวนี้ไม่อันตรายมันเป็นโลหะหนักถ้าเรากินอาจจะทำให้เป็นนิ่ว แต่ในธรรมชาติเราดูแล้วมันไม่เกินมาตรฐานมาก ซึ่งเกินอยู่ในช่วงเฝ้าระวังแต่ตัวอีโคไลมันเกินมาตรฐานไป ซึ่งไอ้ตัวซัลเฟอร์นี้เขานำไปรักษาโรคกลาก โรคผิวหนังได้อยู่แล้ว ซึ่งซัลเฟอร์ตัวนี้เป็นส่วนผสมของยาหลายชนิด อย่างเช่น พวกซีม่าโรชั่น ซึ่งตัวนี้ถ้าเราทามันจะแสบมันจะไปฆ่าพวกกลาก รักษาโรคบางชนิดได้”

ตรวจจิต-หนุ่มห้าว ท้ายิงปืน ดวลทั้ง”บิ๊กตู่-2ผบ.” คลิปว่อนโลกออนไลน์ ตร.ตามล็อกตัวถึงบ้าน

 

 

ส่งหนุ่มห้าวตรวจจิต หลังคลิปแพร่ ว่อนเน็ต ท้ายิงหัวทุกผบ. ทั้งบิ๊กตู่ บิ๊กเจี๊ยบ และบิ๊กแป๊ะ ตร.คุมตัวจากบ้านที่หัวหิน ส่งตรวจอาการทางจิตที่ร.พ.หัวหิน และสถาบันกัลยาณ์ฯ ญาติเผยเคยประสบอุบัติเหตุถูกรถชนขณะขี่จักรยานเมื่อปี 2547 จนต้องผ่าตัดสมองซีกขวา จากนั้นก็อาการไม่ปกติ พูดซ้ำๆ อารมณ์ร้อน ด้านตร.ยังไม่แจ้งข้อหา

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์แชร์คลิป 2 คลิป ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยคลิปแรกผู้บันทึกภาพเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาก่อนถูกชายวัยกลางคน สวมเสื้อสีน้ำตาลกางเกงขาสั้นสีแดงสวมแว่นตาดำ ลักษณะผอมสูง โบกเรียกก่อนตะโกนให้จอดรถจากนั้นชายคนดังกล่าวเอ่ยปากท้าทาย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ให้มาท้ายิงกันตัวต่อตัว โดยชายคนดังกล่าว ระบุชื่อตัวเองว่าชื่อนายทรงวิทย์ สุขประเสริฐ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถามกลับอย่างใจเย็นว่าคนทั้ง 3 ที่ท้ายิงนั้นทำอะไรให้ แต่นายทรงวิทย์ ไม่ตอบ พร้อมย้ำว่าจะท้าดวลกับบุคคลทั้ง 3 ขณะที่คลิปที่ 2 เป็นชายคนเดิม สวมชุดเดิมคุยกับตำรวจสายตรวจ พร้อมบอกให้ผบ.ตร.ระวังตัวไว้

อย่างไรก็ตามบรรดาผู้ที่ได้รับชมคลิปดังกล่าวคาดว่าชายคนดังกล่าวอาจมีความผิดปกติทางอารมณ์

ต่อมาเมื่อเวลา 08.30 น. พ.ต.อ.สิทธิชัย ศรีโสภาเจริญรัตน์ ผกก.สภ.หัวหิน พร้อมด้วย พ.ต.ท.เสมอ อยู่สำราญ รอง ผกก.ป.สภ.หัวหิน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หัวหิน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างหัวหินธรรมสถาน เข้าตรวจสอบบ้านพักนายทรงวิทย์ สุขประเสริฐ ซึ่งมีบ้านพักอยู่ที่บริเวณโค้งพระจันทร์ ต.หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

เมื่อสอบถามญาติที่พักอาศัยอยู่ด้วยกัน ยืนยันว่า นายทรงวิทย์ เคยประสบอุบัติเหตุทางรถ เมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2547 ขณะกำลังขี่รถจักรยานไปทำงานที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่ปากน้ำปราณ แต่ถูกรถยนต์ชนระหว่างทาง ทำให้ต้องผ่าตัดสมองซีกขวา เพราะมีเลือดคั่งในสมอง ทำให้มีอาการไม่ปกติตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมักจะพูดซ้ำๆ ตามที่ตัวเองคิด อารมณ์ร้อนขึ้น โดยทุกเช้าจะชอบเดินไปหาซื้อกาแฟร้อนกับปาท่องโก๋ และหนังสือพิมพ์กลับมาอ่านที่บ้านและชอบพูดตามเรื่องที่อ่านในหนังสือพิมพ์ โดยทางญาติขอโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคน ที่ต้องเดือดร้อนจากพฤติกรรมของนายทรงวิทย์ด้วย

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยพาตัวนายทรงวิทย์ ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลหัวหิน และในภาคบ่าย จะพาตัวไปพบจิตแพทย์ที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิ และญาติ ได้นำตัวชายคนดังกล่าวมารักษาตัวที่ ร.พ.หัวหิน แล้ว สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ จ.นครปฐม ตามลำดับ เพื่อให้แพทย์เฉพาะทางตรวจรักษาอาการป่วยของนายทรงวิทย์ โดยยังไม่ได้ฟันธงว่าจะดำเนินคดีกับ นายทรงวิทย์หลังจากนี้หรือไม่

แม่วัย 82 ไปหาลูกชายแต่ถูกไล่ไม่ให้อยู่ด้วย เสียใจนอนหน้าประตูบ้านกว่า 3 วัน

 

 

สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า คุณยายวัย 82 ปีคนหนึ่งในเมืองหยางโจว มณฑลเจียงซู มีลูกชาย 2 คน ลูกสาว 2 คน ในบั้นปลายชีวิตจึงได้ไปสับเปลี่ยนหมุนเวียนอาศัยอยู่กับลูกๆ แต่เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา ลูกชายคนเล็กไม่ยอมให้เข้าบ้าน ซ้ำยังโยนเครื่องนอน หมอนผ้าห่มของคุณยายทิ้งออกนอกบ้าน พร้อมขับไล่ไสส่ง ซึ่งคุณยายก็ได้แต่หอบเครื่องนอนนั้นไปนอนอยู่หน้าประตูบ้านนานกว่า 3 วัน ข้าวน้ำไม่ได้ทานด้วยเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก ทำชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้นทนดูไม่ไหว ต้องพากันเข้าช่วยเหลือ

ตามรายงานระบุว่า คุณยายแซ่เถา มีลูกชายอยู่ 2 คน ลูกสาวอีก 2 คน ส่วนคุณตาคู่ชีวิตได้เสียไปแล้วเมื่อ 18 ปีก่อน คุณยายจึงได้สับเปลี่ยนไปอาศัยอยู่กับลูกๆ เปลี่ยนกันคนละปี ซึ่งที่ผ่านมาก็สุขสงบดี กระทั่งถึงวันที่ต้องย้ายมาอยู่กับลูกชายคนเล็ก ทราบชื่อเฉียน ฉางผิง กลับไม่ยอมให้คุณยายเข้าบ้าน ซ้ำยังโยนเครื่องนอนทิ้งและขับไล่ออกมา

ด้วยไม่รู้จะทำอย่างไรคุณยายจึงได้แต่หอบเครื่องนอนนั้น ไปอาศัยนอนอยู่หน้าประตูบ้านของเขา จากนั้นเขาก็ออกไปข้างนอกแล้วไม่กลับเข้ามาอีกเลย เมื่อลูกสาวทราบเรื่องก็รีบเดินทางมาหา พร้อมพยายามติดต่อเขา แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้

เฉียน ฉางอิง ลูกสาวคนโตเผยว่า พวกเธอพยายามโน้มน้าวให้แม่ไปอยู่บ้านพี่ชายคนโตก่อน แต่แม่ไม่ยอมไป แถมยังพูดว่าชีวิตจะอยู่หรือตายก็จะอยู่ที่นี่ เพราะเศร้าเสียใจหนัก ตลอด 3 วันที่ผ่านมา จึงไม่ได้ทานข้าวทานน้ำเลย

ด้านภรรยาและลูกชายของนายฉางผิงก็เผยว่า ด้วยเหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน ทั้งคู่ก็ไม่ทราบสาเหตุ แต่คิดว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องเงินทอง ซึ่งเฉียน ฉางอิง ยังบอกอีกว่า พ่อของพวกเธอเสียชีวิตไปแล้ว ปัจจุบันภาครัฐก็มีนโนบายให้เบี้ยยังชีพให้แม่ได้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ประมาณ 400 หยวน/เดือน (ประมาณ 1,993 บาท) บางทีเขาอาจจะอยากได้เงินส่วนนี้ แต่แม่ไม่ยอมให้

และหัวหน้ากลุ่มผู้สูงอายุในหมู่บ้านเผยว่า บ้านนี้มีปัญหาขัดแย้งเรื่องเศรษฐกิจการเงินในบ้านจริง ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ทางหมู่บ้านได้พยายามติดต่อช่วยเหลือ แต่นายเฉียน ฉางผิงไม่ยอมรับโทรศัพท์

ทั้งนี้ ภรรยาของนายเฉียน ฉางผิงบอกว่า ช่วงปีก่อนหน้านี้ พวกเขาอยากปรึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายของแม่ ถ้าแม่ป่วย ค่ายาค่ารักษาจะแบ่งจ่ายกันอย่างไร หากเสียชีวิตจะจัดการงานอย่างไร แต่พี่น้องคนอื่นๆ ปฏิเสธ กระทั่งพูดกันไปมา ในที่สุดก็มีแม่ชี 2 ท่านเสนอว่าตนจะจ่ายเงินค่าครองชีพให้คุณยายเอง หลายฝ่ายจึงพูดคุย ร่างข้อตกลงกัน

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นนายเฉียน ฉางผิงก็ได้กลับมาที่บ้านอีกครั้ง แล้วเปิดประตูบ้านรับแม่กลับเข้าไปอยู่ในบ้านด้วยแล้ว และเมื่อเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปก็มีชาวเน็ตจีนเข้ามาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก

แทบขาดใจ! หนุ่มเดินขึ้นเขาหาของป่า ช็อกเจอศพพ่อตัวเองที่หายตัวนาน 13 วัน

 

 

ความคืบหน้ากรณี นางสาวนิศาชล อายุ 44 ปี วอนสื่อช่วยติดตามหาบิดาของตนเองคือ นายชาย อายุ 85 ปี อาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกัน ซึ่งมักมีอาการหลงๆลืมๆ ได้หายตัวออกไปจากบ้านอย่างไร้ร่องรอย โดยไม่มีผู้ใดพบเห็น ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2560

ล่าสุด นายสำราญ อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นลูกชาย ได้ขึ้นไปบนเขาลวกเพื่อไปหาเก็บผัก เก็บของป่ามาประกอบอาหารตามวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น โดยเดินเข้าป่าพร้อม สุนัข จำนวน 10 ตัว ขณะที่เดินหาของป่า ได้ยินเสียงสุนัขเห่าเสียงดัง พร้อมวิ่งไปมา ตนจึงรีบเดินไปดูตามเสียง และได้กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง เมื่อไปถึงจุดที่สุนัขเห่า ก็ถึงกับผงะเมื่อพบว่ามีศพคนนอนเสียชีวิต ไม่สวมรองเท้า ในสภาพนอนหงาย ขึ้นอืด ผิวหนังไหม้เกรียมจากแสงแดด และเริ่มเน่า ส่งกลิ่นเหม็นทั่วบริเวณ และเมื่อสังเกตก็ต้องตกใจเป็นสองเท่า เพราะผู้เสียชีวิตที่นอนอยู่ตรงหน้า คือนายชาย อายุ 85 ปี พ่อของตนเอง ที่ญาติๆพากันออกตามหารวมเวลากว่า 13 วัน โดยไม่คิดว่าจะได้พบพ่อในสภาพที่กลายเป็นศพอยู่ในป่าบนเขาแบบนี้

จากนั้น นายสำราญ ชูใส จึงได้รีบลงจากเขาไปแจ้งให้ครอบครัวทราบว่าเจอนายชาย ผู้เป็นพ่อแล้ว ซึ่งกลายเป็นศพอยู่ในป่าเขาลวก มีความสูง ประมาณ 500 เมตร โดยจุดที่พบศพอยู่ห่างจากตัวบ้าน 6 กิโลเมตร จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังโป่ง ทราบ ก่อนประสานขอกำลัง กู้ภัยวังโป่งรวมใจ พร้อมด้วย แพทย์เวร รพ.วังโป่ง เข้าพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยของการต่อสู้ หรือถูกทำร้าย คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วัน

โดยทางญาติไม่ได้ติดใจในสาเหตุการเสียชีวิต จึงได้ช่วยกันนำศพลงมาจากเขา ด้วยความยากลำบาก เพราะเป็นพื้นที่ป่าเขาสูงชัน เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง จึงนำศพลงมาได้สำเร็จ ก่อนมอบให้ญาติ นำไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนาต่อไป

ญาติขอเจ้าหน้าที่งมหาหนุ่มพิษณุโลก ร่างทรงบอกจมน้ำ

 

 

ญาติๆ ของ นายพันธ์ธวัช บุญอาจ ชาว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก วัย 33 ปี ได้ร้องขอให้เจ้าหน้าที่กู้ภัย-นักประดาน้ำ ช่วยงมหาร่างของ นายพันธ์ธวัช ที่หายออกจากบ้านไป 2 วันแล้ว มีร่างทรงรายหนึ่งได้แจ้งว่า เสียชีวิตแล้วโดยร่างจมลงอยู่ในสระน้ำ ญาติ ได้เล่าว่า ก่อนจะหายออกจากบ้าน นายพันธ์ธวัชได้ไปกดเงินสดออกจากบัญชีธนาคาร จำนวนเงิน 4 หมื่นบาท จากนั้นก็ได้นำเงินสดมามอบให้กับแม่ จำนวน 8 พัน ก่อนจะกลับมายังบ้านพักที่พักอาศัยอยู่เพียงลำพัง

จนกระทั่งในเวลา 23.00 น. ของวันที่ 2 เมษายน เพื่อน ๆ ได้มาหา นายพันธ์ธวัช ที่บ้านแต่ไม่พบ บ้านถูกเปิดไว้ เหมือนมีคนอยู่ แต่รองเท้า เสื้อผ้า ยังอยู่ครบ อีกทั้งบ้านก็ยังอยู่ในสภาพปกติ ไม่มีร่องรอยถูกรื้อค้น หรือร่อยรอยการต่อสู้ใดๆ ทั้งญาติและเพื่อน ๆ ได้พยายามตามหาแต่ไม่พบ จึงได้ไปแจ้งความคนหายไว้ที่ สภ.เนินเพิ่ม อ.นครไทย เมื่อคืนวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา

สอบถามเบื้องต้นทราบว่า นายพันธ์ธวัช เรียนจบเอกภาษาจีน จากมหาวิทยาลัยนเรศวร และเคยได้รับเลือกเป็น ส.อบต. 1 สมัย ปัจจุบันใช้ชีวิตปลูกผัก ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงกบตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ไม่มีประวัติเกเร ไม่มีคู่แข่งหรือศัตรู หรือ ขัดผลประโยชน์กับใคร แต่ญาติสงสัยว่า อาจถูกชักชวนร่วมธุรกิจมืด ก่อนหายตัวไป

โดยทางญาติๆ ของนายพันธ์ธวัช นอกจากจะออกตามหาด้วยตัวเอง ตามสถานที่ที่คาดว่า นายพันธ์ธวัช จะไป รวมทั้งขอกำลังเจ้าหน้าที่ในการตามหาแล้ว ยังได้พึ่งร่างทรง เพื่อนั่งทางในหาเบาะแสของการหายตัวไปของนายพันธ์ธวัชอีกด้วย

ล้างแค้น 10 ปี ฆ่าโหดจอมขมังเวทย์ ยิงทวารให้อาคมเสื่อม

 

 

พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ รองผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พ.ต.อ.อรรคเดช เตจ๊ะราษฏร์ รักษาราชการ ผกก.สภ.อมก๋อย พร้อมชุดสืบสวน สภ.อมก๋อย ทำการจับกุมตัวนายสมพร อายุ 26 ปี นายอธิพันธ์ อายุ
40 ปี และ นางทังอยู่ อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดฮอด ในข้อหาเป็นผู้จ้างวานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

สืบเนื่องมาจากเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ริมถนนในป่าบริเวณหมู่บ้านยางครก หมู่ 7 ต.ยางเปียง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ มีผู้พบศพนายแสงมณี อายุ 61 ปี หมอผีชาวกะเหรี่ยง หรือจอมขมังเวทย์ชื่อดังของอำเภออมก๋อย และเป็นลูกจ้างหน่วยพิทักษ์ป่ายางแก้ว ต.ยางเปียง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ มีบาดแผลถูกยิงด้วยปืนลูกซองที่บริเวณลำตัว หลัง สะโพก และ รูทวาร นับรูกระสุนได้กว่า 15 รู นอนตายใกล้รถจักรยานยนต์

หลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนสอบสวนพยานหลักฐาน พบเห็นนายสมพร นายอธิพันธ์ อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ กระทั่งทราบว่าทั้งสองร่วมกับนางทังอยู่ว่าจ้างมือปืนต่างถิ่นมาก่อเหตุ จึงได้ออกหมายจับและทำการจับกุมตัวทั้งสามคนได้ที่บ้านของแต่ละคน ขณะที่ตำรวจยังขออนุมัติหมายจับมือปืนและผู้จ้างวานเพิ่มอีกหนึ่งคน

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ให้การรับสารภาพว่า เป็นเครือญาติกัน ในอดีตเมื่อ 10 กว่าปีก่อน บิดานายสมพร เคยถูกคุณไสยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา สร้างความแค้นให้กับนายสมพรและเครือญาติเป็นอย่างมาก พยายามสืบหาคนร้ายฆ่าบิดามานานนับสิบปีแต่ก็ไม่พบตัว และ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สามีนางทังอยู่ ก็เกิดปวดท้องทุกวัน อุจจาระไม่ออก เหมือนโดนคุณไสยเหมือนบิดานายสมพร ซึ่งนายแสงมณีเป็นหมอผีหรือจอมขมังเวทย์ที่ชาวบ้านนับถือ ก็ขอค่าถอนของเป็นเงิน 100,000 บาท สร้างความโกรธแค้นให้กับครอบครัวผู้ต้องหาอย่างมาก

ทางครอบครัวจึงคาดว่า นายแสงมณี เป็นผู้ทำคุณไสยใส่บิดาจนเสียชีวิตในอดีตที่ตามหามานาน จึงลงขันกันทั้งครอบครัวเป็นเงิน 3,000,000 บาท ว่าจ้างมือปืนจากจังหวัดอุดรธานีมาลงมือสังหารครั้งนี้ โดยตามความเชื่อของโบราณ คนที่เล่นของขลังหากจะให้ของเสื่อมต้องยิงที่ก้น ของที่ทำเข้าคนอื่นก็จะหายไป จึงมีการไปดักยิงนายแสงมณี ก่อนที่จะเข้าไปทำงานที่หน่วยพิทักษ์ป่าในอำเภออมก๋อย ทั้ง ยิงก้น ยิงตัว จนเสียชีวิต ก่อนมือปืนจะหลบหนีไป โดยยังไม่มีการจ่ายเงิน แต่ก็มาถูกจับกุมทั้งหมดก่อน

ธารน้ำใจหลั่งไหลช่วย “น้องฟลุ๊ค” พิการหัวใจมีเพียง 2 ห้อง โรคแทรกซ้อนรุม

 

 

นายสุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ นายอำเภอครบุรี พร้อมด้วยเหล่ากาชาดอำเภอ และผู้นำชุมชนในพื้นที่ตำบลโคกกระชาย อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา นำถุงยังชีพซึ่งมีข้าวของเครื่องใช้และข้าวสารอาหารแห้งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รวมถึงเงินที่ผู้มีจิตศรัทธาและหน่วยงานต่างๆรวบรวมกันมาให้ความช่วยเหลืออีกจำนวนหนึ่ง ไปมอบให้กับครอบครัวของ ด.ช.ขจรศักดิ์ หริ่งกระโทก หรือ น้องฟลุ๊ค วัย 1 ปี 7 เดือน ซึ่งมีอาการผิดปกติจากเด็กทั่วไปคือมีหัวใจเพียงสองห้อง อีกทั้งยังมีอาการปอดติดเชื้อ ต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาตั้งแต่เกิดจนอายุได้ 1 ปี จึงสามารถออกมาพักรักษาตัวอยู่กับครอบครัวที่บ้านเลขที่ 145 หมู่ที่ 6 ต.โคกกระชาย อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา แต่ด้วยสภาพครอบครัวที่ค่อนข้างยากจนขัดสนจึงทำให้หลายหน่วยงานยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือครอบครัวนี้จำนวนมาก

นางสาวดวงรัตน์ แอบกิ่ง อายุ 33 ปี มารดาของน้องฟลุ๊ค กล่าวว่าในครอบครัวมีสมาชิกทั้งหมดรวบ 5 คน คือตนเองและสามี คุณยายและพี่ชายของน้องฟลุ๊ควัย 11 ขวบ มีเพียงพ่อของน้องฟลุ๊คที่ต้องรับจ้างขับรถบรรทุกอ้อยของบริษัทรับเหมาว่าจ้าง หาเงินเลี้ยงครอบครัวเพียงลำพัง ในขณะที่ตนเองต้องอยู่คอยดูแลน้องฟลุ๊ค ที่ต้องเดินทางไปรับบริการเครื่องช่วยหายใจจากโรงพยาบาลครบุรีเป็นประจำ เนื่องจากมีอาการหายใจไม่สะดวกประกอบกับอาการแทรกซ้อนอีกหลายอย่าง จึงไม่มีเวลาไปทำงานหาเงินมาช่วยเหลือครอบครัว แต่หลังจากที่หน่วยงานต่างๆทราบข่าวก็หยิบยื่นความช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่อง

โดยทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกกระชาย ได้นำเครื่องช่วยหายใจที่ได้รับการบริจาคจากผู้ใจบุญมาติดตั้งให้น้องฟลุ๊คถึงที่บ้าน จึงไม่ต้องเดินทางไปรับบริการที่โรงพยาบาล รวมถึงมีเจ้าหน้าที่มาคอบดูแลอย่างสม่ำเสมอ ทำให้อาการของน้องฟลุ๊คก็เริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายหน่วยงานเวียนเข้ามาเยี่ยมเยียนให้ความช่วยเหลือหลายๆด้าน จึงอยากขอขอบคุณทุกๆคน ทุกๆส่วนที่คอยให้ความช่วยเหลือ ตนเองและครอบครัวรู้สึกซาบซึ้งและปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมาก.