มีนาคม 2017

แฟนแห่เชียร์ล้นสนาม! “เดชา” ผงาดโพเดี้ยมโฮมเรซ “เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์”

เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน เวิลด์ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยยอดผู้ชมเรือนแสนคน ขณะนักบิดไทยมอบของขวัญแฟนๆ เดชา ไกรศาสตร์ ฟอร์มเยี่ยมซิวอันดับ 2 ขึ้นโพเดี้ยมในบ้านเกิด ส่วนแชมป์รุ่นใหญ่ทั้ง 2 เรซ เป็นของ โจนาธาน เรีย แชมป์โลกชาวอังกฤษจาก คาวาซากิ เรซซิ่ง ทีม

การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก รายการ เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2017 สนาม 2 จบลงอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 11-12 มีนาคมที่ผ่านมา ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ท่ามกลางแฟนความเร็ว โดยนอกจากเกมการแข่งขันที่สนุกสุดมันส์แล้วยังมีกิจกรรมโดยรอบแทร็กเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

ไฮไลต์ของปีนี้อยู่ที่การลุ้นให้นักบิดไทยสามารถคว้าตำแหน่งแชมป์ในบ้านเกิดให้ได้ โดย 3 นักบิดไทยอย่าง เดชา ไกรศาสตร์ และเฉลิมพล ผลไม้ จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม รวมถึง ฐิติพงศ์ วโรกร จาก คาวาซากิ ปุซเซ็ตติ เรซซิ่ง ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม
ผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศปรากฏว่า เดชา สามารถต่อกรกับ เฟเดริโก คาริคาซูโล นักบิดอิตาเลียนได้อย่างเข้มข้นก่อนคว้าอันดับ 2 มาครองได้สำเร็จ ตามหลังแชมป์อย่าง คาริคาซูโล เพียง 0.793 วินาที เท่านั้น ขณะที่อันดับ 3 เป็นของ นิโก ทูลี นักบิดฟินน์จาก คาลลิโอ เรซซิ่ง ด้าน ฐิติพงศ์ ฟอร์มโหดออกสตาร์ทกริดที่ 18 แซง 14 คัน เข้าป้ายในอันดับ 4 ส่วน เฉลิมพล พลาดล้มขณะเป็นผู้นำอย่างน่าเสียดาย ผ่านการแข่งขัน 2 สนาม โรแบร์โต รอลโฟ นักบิดอิตาเลียนรั้งอันดับ 1 บนตารางแชมเปี้ยนชิพ มี 30 คะแนน ขณะที่ เดชา มีคะแนนเป็นอันดับ 5 แม้จะไม่ได้แข่งแบบเต็มฤดูกาลก็ตาม

ด้านผลการแข่งขันในรุ่นใหญ่ ปรากฏว่าแชมป์ทั้ง 2 เรซตกเป็นของ โจนาธาน เรีย แชมป์โลกชาวอังกฤษจาก คาวาซากิ เรซซิ่ง ทีมโดยในเรซแรก เรีย เข้าป้ายด้วยเวลา 31 นาที 16.125 วินาที ทิ้งห่าง แชซ เดวีส์ ดาวบิด เวลส์จาก อะรูบ้า ด็อต ไอที เรซซิ่ง – ดูคาติอันดับ 2 ถึง 6.279 วินาที ส่วนอันดับ 3 เป็นของ ทอม ไซค์ส นักบิดอังกฤษจาก คาวาซากิ เรซซิ่ง ทีม ตามหลัง 8.165 วินาที

ส่วนผลในเรซ 2 มีเหตุให้กรรมการตีธงแดงในช่วงต้นเรซเนื่องจากมีน้ำมันรั่วจากรถแข่งบนแทร็ก ก่อนกลับมารีสตาร์ทอีกครั้ง โดยเรีย เข้าป้ายอันดับ 1 เช่นเคยด้วยเวลา 25 นาที 2.029 วินาที ตามด้วย ไซค์ส ในอันดับ 2 ตามหลัง 4.078 วินาที อันดับ 3 เป็นของมาร์โก เมลันดรี้ นักบิดอิตาเลียนจาก อะรูบ้า ด็อต ไอที เรซซิ่ง – ดูคาติ ตามหลังแชมป์ 4.195 วินาที จบการแข่งขัน 4 เรซแรก เรียนำเป็นจ่าฝูงมี 100 คะแนนเต็มจากการกวาดแชมป์ 4 เรซติดต่อกัน อันดับ 2 ได้แก่ เดวีส์ มี 70 คะแนน ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ ไซค์ส มี 62 คะแนน
ทั้งนี้ ในสุดสัปดาห์นี้ มีผู้ชมเข้าชมการแข่งขันและเจ้าหน้าที่ต่างประเทศทุกส่วนของ เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2017 สนาม 2 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ที่เดินทางจากหลายประเทศทั่วโลก และชาวไทยจากทั่วประเทศรวมกันทั้งสิ้น 80,379 คนซึ่งถือเป็นกระแสที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก

นายเนวิน ชิดชอบ ประธานที่ปรึกษา สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เปิดเผยว่า “ความสำเร็จของเวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ในปีที่ 3 พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า กีฬามอเตอร์สปอร์ตมีความนิยมอย่างมากในประเทศไทย โดยเฉพาะตัวเลขผู้ชมแตะแสนคนซึ่งมีไม่บ่อยนักกับรายการในหลายๆ ประเทศ แต่เราทำได้ รวมถึงความพร้อมด้านต่างๆ ที่พิสูจน์แล้วว่าเราพร้อมจะก้าวไปสู่การเป็นเจ้าภาพในรายการที่ใหญ่ขึ้น”

“ส่วนเรื่องโมโตจีพี เราต้องบอกว่าภาคเอกชนพร้อมผลักดันอยู่แล้ว โดยหากพิจารณาจากค่าใช้จ่ายต่างๆ และเอกชนจะเป็นผู้รับผิดชอบถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ส่วนรัฐบาลจะเป็นผู้ร่วมสนับสนุนเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต้องขอฝากไปถึงรัฐบาลให้เล็งเห็นผลประโยชน์ของประเทศที่จะได้รับทั้งการท่องเที่ยว, กีฬา และการสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศในช่วงของการแข่งขัน” นายเนวิน ทิ้งท้าย

“กิ๊ฟ” นักตบลูกยางสาวไทย ตกลงย้ายซบทีมลีกเวียดนาม

“กิ๊ฟ” วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ นักตบลูกยางสาวทีมชาติไทย สังกัด สุพรีม-ชลบุรี ตัดสินใจตอบรับย้ายไปร่วมทีม วีทีวี บินห์ เดียน ลองอัน สโมสรใน วอลเลย์บอลลีก เวียดนาม เพื่อสู้ศึก วีทีวี อินเตอร์เนชั่นแนล วูเมนส์ วอลเลย์บอล คัพ 2017 ในช่วงเดือนเมษายนนี้

เหงียน ตรินห์ อันห์ ปุค รองประธานสโมสร วีทีวี บินห์ เดียน ลองอัน ได้ให้การต้อนรับพร้อมทั้งเจรจาสัญญากับ นักตบสาวจากไทยวัย 32 ปี ที่กำลังร่วมฝึกซ้อมกับทีมชาติไทย ในการเตรียมทีมเพื่อเข้าแข่งขันรายการซีเกมส์ครั้งที่ 29 ซึ่งเธอก็ตอบตกลงเล่นให้กับสโมสรวีทีวีฯ ด้วยสัญญายืมตัวเป็นที่เรียบร้อย

โดย “กิ๊ฟ” วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ ถือเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมชาติไทยมากว่า 10 ปี ซึ่งแม้จะมีส่วนสูงเพียงแค่ 174 ซม. แต่เธอมีทักษะการเล่นที่ยอดเยี่ยม จากผลงานการนำทีมชาติไทยผงาดคว้าแชมป์เอเชีย 2 ครั้ง แถมเคยได้รับรางวัลมากมาย ซึ่งรวมถึงรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยม (MVP) รายการชิงแชมป์เอเชียเมื่อปี 2013 อีกด้วย

3 ทัวร์นาเมนต์ชี้ชะตาบัลลังก์ “น้องเมย์”

การจัดอันดับนักแบดมินตันโลกประจำสัปดาห์ที่ 11 ซึ่งประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี ปรากฏว่าในประเภทหญิงเดี่ยว “เมย์”รัชนก อินทนนท์ ยังคงอยู่อันดับ 7 เช่นเดิม โดยในทอปเทน มีเพียง แคโรลิน่า มาริน ที่ร่วงจากอันดับ 2 ไปอยู่อันดับ 4 โดย ซุง จี ฮุน กับ อากาเนะ ยามากุชิ ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 2 และ 3 แทนที่

นอกจากนั้น ก็มี ปุซาลา เวกาต้า สินธุ ขยับมาอยู่อันดับ 5 แทน ซุน หยู ที่ตกไปอยู่อันดับ 6 และที่”เซอร์ไพรซ์”สุดๆก็คงเป็น LI Xuerui ที่ขยับมาติดทอปเทนอยู่อันดับ 10 ทั้งที่ไม่ได้ลงสนามมานานหลายเดือนนับตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บในการแข่งขันโอลิมปิก 2016 เมื่อเดือนสิงหาคม แทน โนโซมิ โอกุฮาร่า แชมป์เก่าหญิงเดี่ยว ออล อิงแลนด์ 2016 ที่ตกรอบแรกปีนี้จนคะแนนหายไปเยอะ แต่หลังจากพัก 1 สัปดาห์ ก็จะมี 3 ทัวร์นาเมนต์ ที่จะชี้ชะตาอันดับโลกนักแบดมินตันหญิงเดี่ยว …โดยเฉพาะ”เมย์”รัชนก อินทนนท์ เพราะทั้ง 3 รายการที่จะเริ่มตั้งแต่สัปดาห์หน้า คือ 3 ทัวร์นาเมนต์ซูเปอร์ซีรีส์ที่เมย์เป็นแชมป์เก่า และทำผลงานดีจนขึ้นไปเป็นนักแบดมินตันหญิงเดี่ยวมือ 1 โลกเมื่อปีก่อน 3 รายการนี้ จึงเป็น 3 ทัวร์นาเมนต์ชี้ชะตาอันดับโลกของเมย์ว่าจะอยู่ตรงไหน

เริ่มตั้งแต่ โยเน็กซ์ ซันไรส์ อินเดีย โอเพ่น ที่จะเริ่มแข่งขันสัปดาห์หน้า ในวันที่ 28 มีนาคมไปจนถึง 2 เมษายน โดยรายการนี้ เมย์ ถูกวางเป็นมือ 5 ของรายการ ที่มี แคโรลิน่า มาริน เป็นมือ 1 และ ซุง จี ฮุน เป็นมือ 2 ขณะที่ ปุซาลา เวกาต้า สินธุ ขวัญใจเจ้าถิ่นเป็นมือ 3 และ อากาเนะ ยามากุชิ เป็นมือ 4 โดยโอกาสของเมย์ที่จะเป็น”แชมป์”ไม่ถึงกับยากนัก เพราะอยู่สายล่างร่วมกับ ซุง จี ฮุน และ ปุซาลา เวกาต้า สินธุ เท่านั้นที่เป็นกระดูกชิ้นใหญ่ และโชว์ฟอร์มในรายการ ออล อิงแลนด์ ที่อังกฤษได้ไม่ดีทั้งคู่

ถัดมาอีกสัปดาห์ ก็จะเป็นรายการ เซลคอมอเซียตา มาเลเซีย โอเพ่น ที่จะแข่งขัน 4-9 เมษายน และน่าแปลกที่รายการนี้ ทั้งๆที่เป็น”แชมป์เก่า” แต่เมย์ รัชนก กลับเป็นมือวางอันดับ 7 หญิงเดี่ยวที่มี ไท่ ซื่อ หยิง นักแบดมินตันหญิงเดี่ยวมือ 1 โลกเป็นมือ 1 โดย แคโรลิน่า มาริน เป็นมือ 2 ส่วน ซุง จี ฮุน เป็นมือ 3 และ อากาเนะ ยามากุชิ เป็นมือ 4

ที่น่าสนใจก็คือรายการนี้ นักแบดมินตันหญิงเดี่ยวไทยทั้ง 3 คน คือ เมย์ รัชนก อินทนนท์ ครีม บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธ์ และแน๊ต ณิชชาอร จินดาพล ต่างถูกจัดอยู่ในสายล่างทั้งหมด และเป็นสายที่มีนักแบดมินตันหญิงเดี่ยวมือดีมาร่วมตัวกันมากมาย ทั้ง แคโรลิน่า มาริน , อากาเนะ ยามากุชิ , ไซน่า เนวาล , โนโซมิ โอกุฮาร่า และ เหอ ปิงเจียว เส้นทางเป็นแชมป์ของเมย์ รัชนก ที่มาเลเซียจึงดูจะยากกว่าปีก่อน แถมยังแข่งขันติดต่อกัน 2 รายการ

ปิดท้ายที่รายการ โอยูอี สิงคโปร์ โอเพ่น ซึ่งจะแข่งขันในวันที่ 11-16 เมษายน และยังไม่มีผลการจับสายออกมา แต่การลงแข่งขัน 3 รายการติดต่อกัน ในสถานการณ์ที่สภาพร่างกายยังไม่ 100% ถือเป็นเรื่องยากสำหรับ”เมย์” ที่จะป้องกันแชมป์ทั้ง 3 รายการ

ฟุตบอลต้องอยู่กับปัจจุบัน!!

ส่งผลให้ถึงตอนนี้ ผ่านไปแล้ว 6 เกม ทีมชาติไทย เก็บได้เพียงแต้มเดียว อยู่อันดับสุดท้ายของกลุ่มบี และนั่นทำให้โอกาสในการผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ที่ประเทศรัสเซีย ดูริบหรี่ลงไปอีก

โดยตลอด 90 นาที เชื่อเหลือเกินว่า แฟนๆคงอึดอัดกับรูปเกมที่มีความผิดพลาดของนักเตะไทยเกือบตลอดทั้งเกม ไม่เถียงครับว่าแข้งช้างศึกยังกระหาย และวิ่งลืมตายเหมือนเดิม แต่จังหวะจ่ายบอลทีเด็ดทีขาดของเราแถบไม่มีเลย จนเป็นผลให้มีโอกาสลุ้นเข้าทำในเกมนี้เพียงไม่กี่ครั้ง
กลับกันพูดกันตามตรง ซาอุดิอาระเบีย ก็ไม่ได้มีอะไรที่เลิศหรู เพียงแต่จังหวะทีเด็ดทีขาดเขาแน่นอนมาก ไม่ว่าจะเป็นประตูแรกที่ทำได้ จากการวางบอลเข้าเขตโทษให้ โมฮัมเหม็ด อัล ชาห์ลาวี่ จบซึ่งนั่นเป็นโอกาสเดียวในครึ่งแรกที่ “เศรษฐีน้ำมัน” ซัดตรงกรอบ

ขณะที่ในครึ่งหลัง ทีมจากตะวันออกกลาง หันมาเล่นเกมรับแล้วโต้กลับ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ เมื่อสามารถบวกประตูเพิ่มในช่วงท้ายเกม จากการจ่ายบอลที่เด็ดขาดเพียงไม่กี่ครั้ง ก่อนเปลี่ยนเป็นประตูได้ ผิดกับของเราที่เคาะบอลกันไปมาก่อนจะมาเสียในจังหวะสุดท้าย

อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดในเกมนี้ ก็คือเรื่องฟอร์มของนักเตะไทย บางรายดูขาดความมั่นใจไม่เหมือนก่อน ออกบอลแต่ละทีนี่เล่นเอาลุ้นเหนื่อย หรือภาษาบ้านๆก็คือฟอร์มไม่ดีนั่นเอง แต่ยังคงได้รับโอกาส ซึ่งเรื่องนี้ขัดใจบรรดาแฟนบอลมาอย่างต่อเนื่อง และดูทีท่าจะเป็นแบบนี้ต่อไป
คำถามคือ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เฮดโค้ชใหญ่ทีมชาติไทย ทำไมไม่ให้โอกาสนักเตะที่กำลังโชว์ผลงานได้ดีในเกมลีกมาติดทีม หลายคนโดดเด่นขึ้นมา แต่ไม่ได้รับการเหลียวแล ขณะที่นักเตะคู่บารมีหลายรายที่ระดับสโมสรแม้จะเป็นเพียงแค่ตัวสำรอง ลงบ้างไม่ลงบ้าง ยังคงมีชื่อติดทีมอยู่เสมอ

ผิดกับหลายๆชาติที่เลือกผู้เล่นเข้ามาติดทีมด้วยตัวผู้เล่นที่ดีที่สุดในเวลานั้นๆ ตัวอย่างที่เด่นชัดคือคู่แข่งร่วมกลุ่มอย่าง “ซามูไรบลู” ญี่ปุ่น ที่ตัดสินใจดร็อป เคสุเกะ ฮอนดะ และ ชินจิ โอคาซากิ สองสตาร์ดังที่แม้จะค้าแข้งอยู่ในเวทียุโรป แต่เมื่อฟอร์มไม่ดีก็ต้องหลุด ในเกมบุกไปเอาชนะ ยูเออี 2-0 เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา

แถมนักเตะที่ได้รับโอกาสแทนอย่าง ยูยะ คุโบะ กองหน้าดาวรุ่งที่กำลังฟอร์มฮอต ซัดไป 5 ประตู จาก 7 นัด กับ เกนท์ ต้นสังกัดในลีกเบลเยียม รวมถึง ยาสุยูกิ คอนโนะ กองกลางจอมเก๋าของ กัมบะ โอซาก้า ที่หลุดทีมชาติไปนานร่วมปี แต่เมื่อโชว์ฟอร์มกับต้นสังกัดดีก็ถูกเรียกตัวมาติด ต่างทำประตูได้ในเกมนี้ทั้งคู่
ใช่ครับ! มันบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า ฟุตบอลต้องอยู่กับปัจจุบัน ใครเล่นดี ฟอร์มดี ต้องเรียกมาติด ใครเล่นไม่ดี ฟอร์มตก ควรพัก ถามว่า “ซิโก้” ผิดมั้ย? ที่ไม่คิดเหมือนคนอื่น ตอบเลยไม่ผิดครับ ถ้าผลงานมันออกมาดีกว่าที่เป็นอยู่

แต่ ณ ปัจจุบัน ผ่านไปแล้ว 6 เกม เรามีแต้มเดียว ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องกล้าเปลี่ยน ไม่ใช่ยึดติดกับคำว่า “นักเตะเล่นเข้ากับระบบ” แต่พอลงสนามจริงไม่สามารถเค้นศักยภาพออกมาได้เต็มที่อย่างที่เคยเป็น

ซึ่งดูแล้ว หากไม่มีการปรับเปลี่ยน ปล่อยให้ระบบแบบนี้ดำเนินต่อไป เมื่อผลงานไม่ดีต่อเนื่อง บางทีมันอาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนโค้ช

ทหาร-ตำรวจ สนธิกำลังจับบ่อนพนัน

ทหาร ตำรวจ บุกทลายบ่อน 2 แห่งย่านชานเมืองหาดใหญ่ รวบนักพนัน 29 คน พร้อมรถยนต์รถจักรยานยนต์หลายคัน พบลักลอบเปิดบ่อนวิ่ง เจ้าหน้าที่เผยเร่งปราบปรามบ่อนการพนัน
พ.อ.ชัยวิทย์ พิมพ์ทอง รองผู้อำนวยการกองข่าวภัยแทรกซ้อน สำนักอำนวยการข่าวกรอง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า พ.ต.อ.กิตติชัย สังข์สังขถาวร ผกก. สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นำกำลังทหารจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4 ส่วนหน้า และตำรวจ สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ประมาณ 50 นาย บุกจู่โจมจับกุมบ่อนการพนันโปปั่น และไพ่ป๊อกเด้ง 2 แห่ง ที่ลักลอบเปิดเล่นย่านชานเมืองหาดใหญ่ จ,สงขลา

โดยจุดแรกเป็นบ่อนโปปั่น ตั้งอยู่ภายในซอยรัตนไชย หลังมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นโกดังเก็บของเก่า และได้นำเต้น 2 หลังมาตั้งทำเป็นชั่วคราว หรือบ่อนวิ่ง ขณะเข้าปิดล้อมจับกุมนักพนันได้แตกกระเจิงวิ่งหนีกันไปคนละทางบางคนมุดเข้าไปหลบได้แค่บางคนวิ่งหนีหายเข้าไปในป่า สามารถจับกุมได้ 16 คน เป็นชาย 10 คนหญิง 6 คน ยึดรถเก๋งอีก 4 คัน รถกระบะ 3 คันและรถจักรยานยนต์ 28 คัน พร้อมอุปกรณ์การเล่นพนันโปปั่น ชิพแทนเงินสด และสมุดตารางเจ้ามือว่า แต่ละคนเล่นเวลาไหน ซึ่งในตารางระบุเปิดเล่นมาแล้ว 12 วัน วิทยุสื่อสารเพื่อติดตามความเคลื่อนของตำรวจ

และจุดที่ 2 เป็นบ่อนการพนันโปปั่น และไพ่ป๊อกเด้ง ตั้งอยู่ในซอย 21 คลองเตย เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งตั้งอยู่ในป่าละเมาะกางเต้น เป็นบ่อนวิ่งเหมือนกับจุดแรก จับกุมนักพนันได้ 13 คน เป็นชาย 7 คนและหญิง 6 คน ยึดรถจักรยานยนต์ 20 คัน รถยนต์2คัน และเงินสดกว่า 4,005 บาท และสภาพน่าจะเพิ่งเปิดเล่นมาได้เพียงไม่กี่วัน

รายงานข่าวว่าเจ้าหน้าที่ ได้นำตัวนักพนันพร้อมของกลางจากบ่อนทั้ง 2 แห่ง ไปควบคุมที่ สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อรอการสอบสวนและแจ้งข้อหาดำเนินคดีอีกครั้งหนึ่งในวันนี้ และจะขยายผลว่ามีใครเป็นเจ้าของบ่อนหรืออยู่เบื้องหลังการเปิดบ่อนทั้งสองแห่ง

พ.อ.ชัยวิทย์ กล่าวว่า ทหารจาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และตำรวจ ยังปราบปราม และจับกุมบ่อนการพนัน ที่ลักลอบเปิดในพื้นที่ จ.สงขลา อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ได้บุกจับกุมบ่อนการพนันในพื้นที่บ้านด่านนอก ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา เมืองท่องเที่ยวชายแดนไทย มาเลเซีย จับกุมนักพนันทั้งชาวมาเลเซีย และคนไทย ได้ 224 คน และเงินสดกว่า 2 ล้านบาท.

บุกทลายบ่อนพนันใหญ่กลางเมืองนครพนม ยึดอุปกรณ์ เงินสดครึ่งล้าน

พล.ต.อดุลย์ วชิรเพชรปราณี รองผู้อำนวยการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนครพนม (กอ.รมน.) พร้อมด้วย พ.ท.วิชิต สุภา รองหัวหน้ากลุ่มงานข่าว กอ.รมน. พ.ต.อ.อุกกฤษฎ์ ทรงชัยสงวน ผกก.สภ.เมืองนครพนม ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารชุดเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนนำกำลังวางแผนบุกเข้าตรวจสอบจับกุมบ่อนการพนันแหล่งใหญ่กลางเมืองนครพนม ภายหลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่ามีการลักลอบเปิดเล่นการพนันเย้ยกฎหมาย ไม่เกรงกลัวเจ้าหน้าที่บ้านเมือง สร้างปัญหาสังคม เป็นแหล่งมั่วสุมอบายมุข ภายในบ้านเลขที่ 270 ถนนธำรงประสิทธิ์ ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม

โดยจากการตรวจสอบพบเป็นอาคารแบบชั้นเดียว ด้านหน้ามีป้ายชื่อสมาคมชลประทานราษฎร์ เดิมเคยเปิดเป็นที่เล่นสนุกเกอร์ ภายหลังมีการปิดและถูกปรับเปลี่ยนเป็นบ่อนการพนัน ซึ่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายในพบเซียนพนันจำนวน 17 ราย กำลังลุ้นเชียร์มวยตู้กันอย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ยังตรวจสอบหลักฐาน อุปกรณ์การเล่นมวยตู้ ที่มีการติดตั้งระบบแทงพนันด้วยโทรศัพท์มือถือ จำนวนมากว่า 40 เครื่อง รวมถึงโพยรายการมวย อัตราต่อรอง จำนวนหลายรายการ ไปจนถึงอุปกรณ์การเล่นไพ่ ไฮโล จำนวนหลายชุด และพบเงินสดของกลางที่เชื่อว่าเป็นเงินที่ใช้ในการแทงพนัน รวม 431,580 บาท เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด รวมถึงควบคุมตัวเซียนพนันไปสอบสวน ตรวจสอบรายละเอียดที่สำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จ.นครพนม เพื่อขยายผลติดตามหาเจ้าของ รวมถึงนายทุนที่ดูแล มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เบื้องต้นจากการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่ามีการลักลอบเปิดเล่นการพนันทุกรูปแบบครบวงจร เพื่อรองรับลูกค้าในพื้นที่และถือว่าเป็นบ่อนการพนันขนาดใหญ่ที่มีเงินหมุนเวียนจำนวนมาก ซึ่งจากหลักฐานเงินสดที่ตรวจยึดได้ที่มีมากกว่า 4 แสนบาท โดยจะเร่งสอบสวนขยายผลไปถึงนายทุนผู้ดูแลมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะถือว่าเป็นการเปิดบ่อนการพนันเย้ยกฎหมายเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ส่วนผู้ต้องหาเซียนพนันทั้ง 17 ราย ไม่มีใครยอมรับว่าเป็นคนดูแลภายในบ่อน อ้างว่าไม่รู้ถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเจ้าของบ่อนพนันดังกล่าว เพียงแต่ได้รับการชักชวนจากเพื่อนในกลุ่มมาเล่นพนันเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงบันทึกจับกุมส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม ในข้อหาลักลอบเล่นพนันมวยตู้เพื่อเอาทรัพย์สิน

ชาวนครพนมขุดพบกลองสำริดคาดอายุ2,000ปี

ฮือฮาชาวนครพนม ขุดพบกลองสำริดคาดอายุ 2,000 ปี เป็นกลองสัมฤทธิ์ที่ใช้ตีในยุคโบราณประกอบพิธีกรรมต่างๆ ที่ จ.นครพนม ได้มีชาวบ้านแตกตื่น ทยอยเดินทางไปขอโชคลาภ หลังทราบข่าวว่า มีการขุดค้นพบกลองโลหะสำริดโบราณ ที่บ้านเลขที่ 161 หมู่ 11 บ้านคำอ้อม ต.นาคู่ อ.นาแก จ.นครพนม ทราบชื่อเจ้าของบ้านคือ นายวิไล ศรีแสน อายุ 52 ปี โดยภายหลังการค้นพบ มี นายจันทา ลาดบาศรี อายุ 60 ปี ผู้ใหญ่บ้านคำอ้อม หมู่ 11 ต.นาคู่ อ.นาแก จ.นครพนม ได้ นำชาวบ้าน ประกอบพิธี ถวายเครื่องสักการบูชา ดอกไม้ธูปเทียน ตามความเชื่อ เพื่อเป็นการขอพรรับโชคลาภ ยิ่งเป็นช่วงใกล้วันหวยออกต่างมีชาวบ้านเดินทางไปกราบไหว้ขอหวย กันคึกคัก

โดยจากการสอบถาม นายจันทา เปิดเผยถึงที่มาของกลองโบราณ ว่า ขณะที่ นายวิไล ลูกบ้าน ได้ซื้อดินจากผู้รับจ้างขุดดินขาย มาถมที่บริเวณบ้าน จากนั้นได้ได้พบว่า มีสิ่งแปลกปลอมติดมาด้วย พบว่าเป็นกลองโบราณ ตรวจสอบจากข้อมูลที่เคยค้นพบ เรียกว่า กลองพระอบ โบราณ ซึ่งเป็นวัตถุทำขึ้นด้วยสำริด มีรูปร่างคล้ายกับพาน หรือกลอง ด้านในเป็นโพรง มีความสูงขนาด 30 เซนติเมตร ปากด้านบนปิดทึบ

นอกจากนี้บริเวณปากด้านบนที่เป็นเสมือนหน้ากลอง มีรูปปั้นสัตว์เป็นกบ จำนวน 4 ตัว ติดอยู่บนขอบรอบหน้ากลอง เชื่อว่าเป็นการสร้างขึ้นตามความเชื่อโบราณ และยังมีเส้นลวดลายนูนต่ำรอบตัวกลอง ถือว่ามีความประณีตสวยงาม ทดลองตีมีลักษณะดังกังวล มีรอยชำรุดฉีกขาดตามสภาพบริเวณฐานบางส่วน จากการตรวจสอบข้อมูลเชื่อกันว่า เป็นกลองโบราณ เคยมีการขุดพบหลายครั้งในพื้นที่ภาคอีสาน หรือเรียกว่ากลองพระอบโบราณ ซึ่งจะเป็นกลองสัมฤทธิ์ที่ใช้ตีในยุคโบราณ เพื่อเป็นสัญญาณในการบอกกล่าวเรื่องราว หรือเป็นการตีในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ สันนิษฐานว่าจะเป็นยุคการก่อสร้างองค์พระธาตุพนม อายุเก่าแก่ราว 2,000 ปี

รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ! 2 ด.ช.พังห้องเรียนเละ เสียหายกว่า 4 หมื่น พ่อแม่ร่ำไห้ยอมชดใช้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.เศวต เศวตวิวัฒน์ ผกก.สภ.พยุห์ จ.ศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากคณะครู ร.ร.บ้านหนองม่วงหนองแต้ ต.พยุห์ อ.พยุห์ จ.ศรีสะเกษ ว่า มีคนร้ายบุกเข้าไปพังทำลายทรัพย์สินภายในห้องเรียนชั้น ป.6 มีทรัพย์สินในห้องเรียนเสียหายยับเยิน จึงได้สั่งการให้ ร.ต.อ.กิตติธัช จันทะเสน พนักงานสอบสวน สภ.พยุห์ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ไปทำการตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุพบว่า เป็นอาคารเรียนชั้นเดียวยกพื้นสูง ประมาณ 60 ซ.ม. และจากการตรวจสอบภายในห้องเรียนชั้น ป.6 พบว่า ทรัพย์สินซึ่งส่วนมากเป็นหนังสือเรียน คอมพิวเตอร์ และสื่อการเรียนการสอนถูกรื้อค้นกระจัดกระจายเต็มห้อง และมีการนำเอาหมึกคอมพิวเตอร์มาทาตามบริเวณต่างๆ ลักษณะคล้ายกับเป็นการกระทำของเด็กหรือคนวิกลจริต

จากการสอบสวนเบื้องต้น ในห้วงเวลาดังกล่าวนี้เป็นช่วงที่ทางโรงเรียนพากันไปทัศนศึกษานอกพื้นที่ และไม่มีใครอยู่เฝ้าโรงเรียน จึงทำให้มีคนร้ายคาดว่ามีไม่น้อยกว่า 2 คน งัดหน้าต่างห้องเรียนเข้ามาภายในห้อง และทำลายทรัพย์สินของโรงเรียนพังเสียหายยับเยิน

ซึ่งต่อมาจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนแล้ว คนร้ายเป็นเด็กชาย 2 คน คือ ด.ช.เอ (นามสมมติ) อายุ 8 ขวบ และ ด.ช.บี (นามสมมติ) อายุ 9 ขวบ เป็นเด็กนักเรียนชั้น ป.3 และ ป.4 ของ โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวเมือง จ.ศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ไปทำการควบคุมตัวมาทำการสอบสวนที่ สภ.พยุห์ ซึ่งได้มีการแจ้งให้ผู้ปกครองของเด็กทั้งสองคนได้รับทราบ และไปทำการสอบสวนที่ สภ.พยุห์
ทั้งนี้ เด็กทั้งสองคนให้การรับสารภาพว่า ได้ทำการงัดหน้าต่างเข้าไปรื้อค้นทำลายทรัพย์สินของโรงเรียนจริง เนื่องจากต้องการเล่นสนุกตามประสาเด็ก โดยไม่คิดว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำผิด ทำลายทรัพย์สินของทางราชการเสียหายแต่อย่างใด

ซึ่งทางโรงเรียนได้ประมาณการค่าเสียหายแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 60,000 บาท ซึ่งเมื่อพ่อแม่ของเด็กทั้งสองคนได้รับทราบแล้วถึงกับร่ำไห้ออกมา เนื่องจากทำงานเป็นลูกจ้างโรงงานทำน้ำแข็งแห่งหนึ่ง ส่วนพ่อไม่ได้ทำงานอะไร ชอบดื่มเหล้าเป็นประจำ

ต่อมาได้มีการเจรจาต่อรองกันจนเหลือค่าเสียหายเพียง 40,000 บาท ซึ่งพ่อแม่ของเด็กทั้งสองคนได้ยอมรับชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานตามกฎหมาย

ผกก.สภ.พยุห์ กล่าวว่า ความผิดของเด็กทั้งสองคนนั้นเป็นการกระทำที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นการทำลายทรัพย์สินของทางราชการได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นความผิดที่ยอมความกันได้ เมื่อทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงค่าเสียหายกันได้ ก็ไม่ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายแต่อย่างใด

“เดวิด คิเบ็ท” ปอดเหล็กเคนย่าป้องแชมป์วิ่ง 10 ไมล์ “ธัญญปุระภูเก็ต”

สิ่งที่พิเศษกว่ารายการวิ่งอื่นๆก็คือมีการคิดระยะทางเป็น “ไมล์” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการแข่งขันในสมัยโบราณของประเทศกรีซ ในสมัยที่นักกีฬาโอลิมปิกวัดระยะทางวิ่งเป็นหน่วยฟุตและไมล์ (ระยะทางวิ่งมาราธอนในสมัยกรีกโบราณคือ 26 ไมล์ กับ 385 หลา)
และแน่นอน กระแสตอบรับจากบรรดานักวิ่งถือว่าดีเช่นเคย เมื่อมีนักวิ่งปอดเหล็กจากทั่วสารทิศให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้มากกว่า 2,500 คน ทำให้เต็มในเวลาเพียงไม่นาน นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก ดร.โชคชัย เดชอมรธัญ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดการแข่งขัน ร่วมด้วย นายโทนี่ มอร์ตัน กก.ผจก.ใหญ่ ซูเปอร์สปอร์ต และ นายเปาโล แรนดอน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ธัญญปุระ ภูเก็ต ท่ามกลางนักวิ่งทั้งชาวไทยและต่างชาติ กว่า 2,500 คน รวมถึงมีคนดังจากวงการต่างๆ อาทิ ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม นางแบบนักแสดงและพิธีกรคนดังที่มาร่วมสร้างสีสันด้วย

โดยไฮไลท์อยู่ที่ประเภทวิ่ง 10 ไมล์ (16 กม.) สำหรับแชมป์ประเภทโอเวอร์ออล ชาย เป็นของ เดวิด คิเบ็ท แชมป์เก่าจากเคนย่า ทำเวลาได้ 52.03 นาที ส่วนอันดับ 2 เดวิด เชปโคนี่ (เคนย่า) เวลา 54.42 นาที และอันดับ 3 อันเดรียส เดรเอทซ์ (เยอรมนี) เวลา 56.42 นาที ด้านแชมป์โอเวอร์ออล หญิง ได้แก่ แคโรไลน์ มิเท จากเคนย่า 1.04.04 ชั่วโมง อันดับ 2 เอธิโอเปีย เกเบรเมสเกล (เอธิโอเปีย) 1.07.04 ชั่วโมง และอันดับ 3 วิเวียน ถัง (เวียดนาม) 1.07.23 ชั่วโมง
ขณะที่แชมป์คนไทย ฝ่ายชาย เป็นของ ฐานิส กันภัย ทำเวลาได้ 1.07.05 ชั่วโมง อันดับ 2 วัฒนา เส้นทอง เวลา 1.07.14 ชั่วโมง อันดับ 3 พันเทพ ปัญญาวันทนี เวลา 1.08.04 นาที ส่วนฝ่ายหญิง แชมป์เป็นของ วิไลวรรณ ขำพิทักษ์ นักวิ่งสาวอดีตดีกรีทีมชาติไทย ทำเวลาได้ 1.11.34 ชั่วโมง อันดับ 2 สุชาฎา วัฒนเวส เวลา 1.19.53 นาที และอันดับ 3 ปิยนุช โปร่งพันธ์ เวลา 1.22.13 ชั่วโมง

ดร.โชคชัย เดชอมรธัญ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การแข่งขันวิ่งรายการนี้ นับเป็น 1 ใน 2 รายการใหญ่ที่ทางจังหวัดภูเก็ตได้ดำเนินการเอง ซึ่งร่วมกับ บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด ผู้บริหารร้านกีฬาซูเปอร์สปอร์ต และธัญญปุระ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งประสบความสำเร็จมาก จากปีที่แล้วที่มีนักกีฬาเข้ามาสมัครเพียงพันกว่าคน แต่ปีนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 2,500 คน และคาดหวังว่าปีหน้าจะมากขึ้นกว่านี้ ก็ถือเป็นรายการที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
ดร.โชคชัย กล่าวต่อว่า ทางจังหวัดภูเก็ตพร้อมสนับสนุนเรื่องการจัดกีฬาในลักษณะนี้ ซึ่งเป็นการจัดกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว และมุ่งเน้นที่จะเป็นสปอร์ตฮับด้วย โดยหวังว่าในปีต่อๆ ไป จะมีนักกีฬาทั้งหน้าเดิมที่เดินทางกลับมาแข่งอีกครั้ง รวมถึงนักกีฬาหน้าใหม่ที่จะเพิ่มเติมเข้ามาอีก เพื่อช่วยสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาให้กับจังหวัดภูเก็ตต่อไป และโดยปกติแล้ว ธัญญปุระก็เป็นสถานที่ที่รองรับนักกีฬา เพราะมีทั้งศูนย์ออกกำลังกายต่างๆ และจากการจัดกีฬา คาดว่าจะช่วยสร้างรายได้ให้กับจังหวัดภูเก็ตไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท

ด้าน ฐานิส แชมป์ประเภทชาย คนไทย กล่าวว่า ปีนี้เดินทางมาแข่งเป็นครั้งแรก ซึ่งจากที่ได้ร่วมแข่งขันแล้วรู้สึกว่าเป็นรายการที่มีมาตรฐานในการจัดการแข่งขันสูงมาก เส้นทางในการวิ่ง บรรยากาศ ถือว่าดีทั้งหมด ส่วนผลงานของตัวเองก็ถือว่าน่าพอใจ และหากว่ามีโอกาสก็อยากที่จะเดินทางมาแข่งอีกแน่นอน
ส่วน วิไลวรรณ แชมป์ประเภทหญิง คนไทย กล่าวว่า เป็นการแข่งขันครั้งที่ 2 ของตัวเอง ซึ่งการจัดมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น และมีระบบจัดการที่ดี ทำให้อยากมาแข่งขันอีกเรื่อยๆ ส่วนผลงานของตัวเองในครั้งนี้ก็เป็นไปตามสภาพร่างกาย แม้ว่าจะไม่ได้ซ้อมมากนัก แต่ก็ทำให้มีสถิติทีดีขึ้น ปีต่อไปหากไม่ชนกับรายการอื่นๆ ก็พร้อมจะมาแข่งขันแน่นอน

“สปอร์ต ไทย-บาวาเรีย” จับมือ “บาเยิร์น มิวนิค” นำหลักสูตรพัฒนาทักษะฟุตบอล 12 ระดับสู่เด็กไทย

“สปอร์ต ไทย-บาวาเรีย” ผนึกกำลังหน่วยงานการศึกษาภาครัฐ จัดหลักสูตรทักษะฟุตบอล 12 ระดับโดย “เอฟซี บาเยิร์น มิวนิค”สอนนักเรียนไทยอายุ 7-18 ปี ทั่วประเทศ โดยมีกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และสถาบันการพลศึกษา ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง พร้อมไฟเขียวพัฒนาฟุตบอลเยาวชนไทย เตรียมส่งครูพละฝึกอบรมทักษะแข้งไทยเทียบระดับอินเตอร์ กับเทรนเนอร์จาก “ทีมเสือใต้

บริษัท สปอร์ต ไทย-บาวาเรีย จำกัด จัดงานแถลงข่าวพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ระหว่าง บริษัท สปอร์ต ไทย-บาวาเรีย จำกัด กับสโมสรฟุตบอล เอฟซี บาเยิร์น มิวนิค (FC Bayern Munich) และพันธมิตรภาครัฐ นำโดยกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และสถาบันการพละศึกษา ในการนำหลักสูตรพัฒนาทักษะฟุตบอล 12 ระดับ FC Bayern 12 Level Kurs จากสโมสรฟุตบอล บาเยิร์น มิวนิค เพื่อไปใช้ในการเรียนการสอนระดับโรงเรียน โดยงานแถลงข่าวและพิธีเซ็นสัญญาความร่วมมือจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคม 2560 ณ Atrium Hall ศูนย์การค้า SHOW DC พระราม 9 กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ตัวแทนผู้ร่วมลงนามนำโดย นายวินิจ เลิศรัตนชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท สปอร์ต ไทย-บาวาเรีย จำกัด นายประเสริฐ บุญเรือง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.ประกิต หงส์แสนยาธรรม รองอธิการบดีสถาบันการพลศึกษา และ มร.เยิร์ก วอร์กเกอร์ (Mr.Jörg Wacker) คณะกรรมการบริหารฝ่ายนานาชาติและกลยุทธ์ สโมสรฟุตบอลบาเยิร์น มิวนิค  สำหรับหลักสูตร “FC Bayern 12 Level Kurs” ได้รับการพัฒนาจากเจ้าหน้าที่ผู้ฝึกสอนนักกีฬาระดับเยาวชนจากสโมสรฟุตบอลบาเยิร์น มิวนิค ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ในการฝึกสอนให้แก่เยาวชน ที่ปัจจุบันได้ก้าวเป็นนักกีฬาอาชีพระดับโลก ร่วมกับ โค้ช UEFA A-License ชาวเยอรมัน จากบริษัท สปอร์ต ไทย-บาวาเรีย จำกัด โดยได้มีการพัฒนาและวางระบบการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเยาวชนไทย ทั้งนี้ หลักสูตรดังกล่าวประกอบด้วยการฝึก 12 ระดับ เริ่มตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยเป็นหลักสูตรที่ปรับให้มีเนื้อหาที่เข้าใจง่าย มุ่งเน้นปลูกฝังความรู้ด้านการเตรียมตัวเพื่อเป็นนักกีฬาอาชีพ อีกทั้งยังมีรูปแบบการฝึกซ้อมที่เยาวชนสามารถนำไปฝึกฝนต่อยอดด้วยตนเองนอกเวลาอบรมได้ด้วย ซึ่งจะนำมาซึ่งพัฒนาเยาวชนไทยเพื่อก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพต่อไป

ทั้งนี้ นอกจากกิจกรรมการแถลงข่าวและพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกันแล้ว กิจกรรมในงาน ยังมีการสาธิตการฝึกสอนทักษะฟุตบอล โดย มร.เซบาสเตียน เดรมม์เลอร์ ( Mr.Sebastian Dremmler) หัวหน้าผู้ฝึกสอนเยาวชนโครงการนานาชาติ สโมสรฟุตบอลบาเยิร์น มิวนิค พร้อมด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียงและนักแสดงไทยชื่อดังที่ชื่นชอบกีฬาฟุตบอล และสโมสรเอฟซี บาเยิร์น มิวนิค มาร่วมในงานด้วย

นายวินิจ เลิศรัตนชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท สปอร์ต ไทย-บาวาเรีย จำกัด กล่าวว่า “สืบเนื่องจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท สปอร์ต ไทย-บาวาเรีย กับ สโมสรฟุตบอลบาร์เยิร์น มิวนิค ซึ่งได้ร่วมกันจัดกิจกรรม FC Bayern Youth Cup Thailand 2016 และ 2017 เฟ้นหาเยาวชนเดินทางไปแข่งขันยังประเทศเยอรมนี ซึ่งโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทางบริษัทฯ จึงมีความตั้งใจ ที่จะนำความร่วมมือดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์แก่การพัฒนาเยาวชนไทยในระยะยาว จึงได้ร่วมพัฒนาหลักสูตร “FC Bayern 12 Level Kurs” กับทางสโมสรฯ โดยมุ่งพัฒนาเยาวชนไทย ผ่านระบบการศึกษาอย่างจริงจัง ซึ่งโครงการนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการกำกับดูแลโรงเรียนและระบบการเรียนการสอน รวมถึงสถาบันการพลศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งพัฒนาบุคลากรทางด้านกีฬาและผู้ฝึกสอนของประเทศ ให้การตอบรับในการนำหลักสูตรดังกล่าวไปใช้ในการสร้างพื้นฐานทักษะกีฬาฟุตบอลให้กับเยาวชนและนักเรียนไทย
ในส่วนของการสนับสนุนโครงการนี้ ทาง บริษัท สปอร์ต ไทย-บาวาเรีย จำกัด กำลังดำเนินการก่อสร้างสปอร์ต คอมเพล็กซ์ แห่งใหม่ เพื่อรองรับการอบรมและการฝึกสอนบุคคลากรจากโรงเรียนต่างๆ ตามโครงการความร่วมมือที่เกิดขึ้น โดยจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2561 ทั้งนี้ ในด้านการฝึกอบรม ปัจจุบันมีโค้ชผู้ฝึกสอนที่ผ่านการอบรมในโครงการเพื่อนำหลักสูตร FC Bayern Level Kurs ไปใช้ในสถานศึกษากว่า 1,000 คน และภายใน 4 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าหมายในการฝึกอบรมผู้ฝึกสอนจำนวน 20,000 คนจากทั่วประเทศ

นายประเสริฐ บุญเรือง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวนี้ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาทักษะด้านการกีฬาของนักเรียนนักศึกษา โดยทางกระทรวงฯ พร้อมไฟเขียวสนับสนุนโครงการดังกล่าว ในการพัฒนาทักษะผู้ฝึกสอนหรือโค้ช เพื่อที่จะนำมาต่อยอดพัฒนาฝึกฝนนักเรียน นักศึกษา ตั้งแต่ระดับอายุ 7 ปีขึ้นไปจนถึงอายุ 18 ปี โดยทางกระทรวงฯ พร้อมคัดสรรบุคลากรครูในวิชาพละศึกษา มาเข้าอบรมตามโครงการดังกล่าวทั้งสิ้น 12 ระดับชั้น ทั้งนี้ทางกระทรวงฯ มีความยินดีที่หน่วยงานภาคเอกชนได้เล็งเห็นคุณค่าทางการศึกษาไทย และนำหลักสูตรดังกล่าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนการสอน กีฬาฟุตบอล โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นประวัติศาสตร์ของวงการการศึกษาไทย ในรูปแบบก้าวกระโดด เนื่องจากโครงการนี้จะช่วยสร้างเสริมและสนับสนุนทักษะด้านกีฬาฟุตบอลไทยให้เทียบกับมาตรฐานสากลอย่างอย่างยั่งยืน โดยหลักสูตรดังกล่าวนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้ฝึกสอนหรือครูพลศึกษานำไปฝึกสอนนักเรียนในโรงเรียนอย่างถูกต้องตามแบบฉบับการฝึกของฟุตบอลสโมสรชื่อดังอย่างบาเยิร์น มิวนิค โดยจะเป็นการเพิ่มมาตรฐาน และสามารถสร้างนักฟุตบอลไทยให้ฝีมือทัดเทียมกับนักฟุตบอลในระดับสากลมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างการปลูกฝังพื้นฐานด้านการกีฬา เพื่อเยาวชนได้มีการพัฒนาสุขภาพร่างกายและจิตใจ ตามนโยบายหลักของกระทรวงด้านการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” อีกด้วย

ดร.ประกิต หงส์แสนยาธรรม รองอธิการบดีสถาบันการพลศึกษา กล่าวว่า โรงเรียนกีฬาในสังกัดของทางสถาบันการพลศึกษา มีทั้งสิ้น 11 แห่ง ส่วนวิทยาลัยพละศึกษา ซึ่งยกมาเป็นสถาบันการพละศึกษา มีทั้งหมด 17 วิทยาเขต โดยเป็นการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา หรือในระดับปริญญาตรีขึ้นไป และเนื่องจากทางสถาบันฯ เป็นหน่วยงานทางการศึกษาเฉพาะทาง ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการจัดการศึกษาและผลิตบุคลากรทางด้านพละศึกษาและกีฬาเป็นหลัก ทั้งนี้ หลักสูตร FC Bayern 12 Level Kurs ดังกล่าวนี้ จะนำมาใช้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับพื้นฐาน เพื่อสามารถพัฒนาเยาวชนในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการหลอมรวมทีมต่างๆ ความรู้ความเข้าใจของเยาวชนก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถพัฒนาสู่ความสำเร็จในระดับชาติต่อไป

ด้านมร.เยิร์ก วอร์กเกอร์ (Mr.Jörg Wacker (คณะกรรมการบริหารฝ่ายนานาชาติและกลยุทธ์ สโมสรฟุตบอลบาเยิร์น มิวนิค กล่าวว่า “ทางสโมสรฯ มีความตระหนักถึงความสำคัญของการฝึกสอนเยาวชนเพื่อพัฒนาสู่ความเป็นมืออาชีพทางด้านฟุตบอล ทั้งนี้ จากการที่ทางสโมสรฯ ได้จัดให้มีการฝึกอบรมทักษะฟุตบอลตามแนวทางของบาเยิร์น มิวนิค มาโดยตลอด จึงมีประสบการณ์ที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลานาน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาหลักสูตรสำหรับการเรียนการสอนในโรงเรียนครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ทางสโมสรฯ ได้นำหลักสูตรการอบรมมาเผยแพร่ในต่างประเทศ โดยทางสโมสร เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์และสามารถพัฒนามาตรฐานฟุตบอล ซึ่งรวมไปถึงวิธีการคิดและมุมมองของโค้ชผู้ฝึกสอน โดยจะสามารถช่วยพัฒนาทักษะฟุตบอลของเยาวชนไทยเพื่อก้าวสู่ระดับนานาชาติต่อไป